ข่าว

ห่วง 3 จังหวัดน้ำท่วม

ห่วง 3 จังหวัดน้ำท่วม

30 ก.ย. 2559

"มท.-กรมชล"ถกรับมมือน้ำท่วมห่วง 3 จังหวัด“ชัยนาท-อยุธยา-อ่างทอง”สั่ง“ผู้ว่าฯ-นอภ.”นำกำนัน-ผญบ.ลงพื้นที่กำชับ ฃกทม.เร่งตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่ม-ลอกท่อระบายน้ำ

 

          30 ก.ย. -- มีการประชุมข้อราชการเพื่อรับฟังการปฏิบัติราชการสำคัญของผู้บังคับบัญชาระดับสูง ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร็นซ์ เพื่อสั่งการให้ทำความเข้าใจถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยมีนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมในการประชุม

          โดยนายกฤษฎา กล่าวก่อนประชุมว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วม และประชาชนเกิดความตื่นตระหนก จึงขอชี้แจงว่า น้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นภัยธรรมชาติ เพราะขณะนี้มวลน้ำจากภาคเหนือ และน้ำฝนที่ตกลงมา ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา รัฐบาลต้องระบายน้ำเข้าไปในบางพื้นที่ ส่วนพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการเก็บเกี่ยวช่วงเดือนตุลาคม หลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว ก็จะทำการระบายน้ำเข้าไปเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูกาลต่อไป

          “ขอให้ประชาชนเข้าใจ และรับฟัง ไม่ทำลายคันกั้นน้ำ เพราะอาจจะเกิดความเสียหาย ความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั้งหมด สำหรับพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายทั้งการเกษตรและบ้านเรือน ทางรัฐบาลก็มีการกำหนดการเยียวยาตามระเบียบแล้ว” ปลัดมท. กล่าว

         ต่อข้อถามที่ว่า สถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้มีพื้นที่ไหนน่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ นายกฤษฎา กล่าวว่า มีอยู่ 3 จังหวัดที่น่าห่วง คือ ชัยนาท อยุธยา และอ่างทอง แต่ยืนยันว่า สถานการณ์จะไม่หนักเท่าปี 2554 เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก อย่างเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ยังสามารถรับน้ำได้ ร้อยละ 30-40 ขณะที่น้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นน้ำที่เกิดจากฝนตกต่อเนื่อง และระบายไม่ทัน ไม่ใช่ผลกระทบที่ระบายจากพื้นที่อื่น ซึ่งเบื้องต้น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย สั่งการให้กรุงเทพมหานคร เร่งติดตั้งระบบระบายน้ำเพิ่มเติมตลอดจนการขุดลอกท่อ เพื่อให้ระบายน้ำได้สะดวก อย่างไรก็ตามขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ระหว่างการตรวจสอบตัวเลขการเสียหาย เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกต่อเนื่อง 3-4 วัน ยืนยันว่า กทม.สามารถทำการระบาย และบริหารจัดการน้ำได้ดียิ่งขึ้น

         ต่อมาปลัดมท. กล่าวในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า ให้ผู้ว่าฯสั่งการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่มีปัญหา เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนให้ตรงกันสถานที่จะเกิดขึ้นที่ไหนอย่างไร และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจะได้รับความดูแลจากราชการในเรื่องใดบ้าง ต้องบริหารจัดการให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด ส่วนบางพื้นที่ที่ยังไม่สามารถระบายน้ำได้นั้น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่พืชผลการเก็บเกี่ยว การผันน้ำในปัจจุบันเป็นไปตามธรรมชาติ ค่อย ๆ ระบายลงมา หากถามว่า จะหยุดระบายน้ำได้หรือไม่นั้น จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่า กลางเดือนตุลาคมนี้จะมีฝนปลายฤดู ซึ่งหากมีฝนตกมากอาจเกิดความเดือดร้อน ดังนั้นจึงต้องระบายน้ำออกก่อน

          นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า นอกจากน้ำที่ระบายจากทางเหนือแล้ว ฝนที่ตกตามพื้นที่ก็ทำให้เกิดปัญหา เพราะเป็นลักษณะมาแล้วไป นายอำเภอต้องทำความเข้าใจ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่ริมฝั่งอ่าวไทย ต้องเข้าใจว่า เมื่อใกล้เดือนตุลาคมจะมีน้ำทะเลหนุน หรือน้ำเหนือทำให้น้ำเอ่อล้น ซึ่งกรมชลฯจำเป็นต้องระบายน้ำออก ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอต้องลงไปดูสถานการณ์น้ำ โดยกำหนดจุดที่จะท่วมให้ชัดเจน เพื่อดูแลประชาชน หากมีน้ำท่วมจริงให้ประกาศเขตสาธารณภัย สำรวจความเสียหาย และเยียวยาช่วยเหลือ

            ปลัดมท. กล่าวว่า สำหรับพื้นที่หลังเขื่อนหรือคันกั้นน้ำ นายอำเภอต้องดึงกำนันผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่อย่างละเอียด จุดไหนที่มีน้ำเอ่อล้นล้นต้องเข้าไปทำความเข้าใจ ยอมรับว่าอาจจะยาก แต่เป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครอง และประชาชนที่อยู่ในคันกั้นน้ำ หากเป็นไปได้ให้เชิญกำนัน ผู้ใหญ่บ้านไปประชุม และบอกกับประชาชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำว่าเขายอมเสียสละ ยอมน้ำท่วม ส่วนประชาชนที่อยู่ในคันกั้นน้ำก็ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน นายอำเภอ ต้องเป็นคนกลาง เข้าไปไกล่เกลี่ย ว่าเราคนไทยด้วยกัน พึ่งพาอาศัยกัน จะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ค่อยๆ เย็นลง

           “การดูแลประชาชน ต้องจัดตั้งทีมลงพื้นที่ที่มีน้ำท่วม น้ำแล้ง อาจจัดทีมเป็นโมเดลเหมือนโครงการ ตำบลละ 5 ล้าน ลงไปรับฟังปัญหาจากประชาชน ไปกดจุดเจ็บ ให้เขาระบายทุกข์ใส่เรา แต่ถ้าไม่ลงไป เขาอาจไประบายทุกข์ผ่านสื่อมวลชน จะทำให้ข่าวหรือภาพออกมาดูไม่ดี และผู้ว่าฯนายอำเภอต้องทราบในพื้นที่ตัวเองมีประตูระบายน้ำกี่ประตู ต้องประสานงานกับกรมชลประทาน เพราะหากมีการปล่อยน้ำจะต้องรีบประสานให้ชาวบ้านรู้ตัวก่อน ยอมรับว่า เป็นความยากลำบากของผู้ว่าฯ นายอำเภอ นอกจากการบริหารจัดการน้ำร่วมกับกรมชลฯแล้ว ผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น ต้องไปบริหารความรู้สึก หรือเคลียร์ความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในคันกั้นน้ำ และนอกคันกั้นน้ำให้ได้ หากทำความเข้าใจในจุดนี้ได้ ก็จะโล่งอก โล่งใจกันไป”นายกฤษฎา กล่าว

         ด้านนายสุเทพ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในขณะนี้ แยกเป็นส่วนเหนือเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นไป ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อย มีการระบายน้ำเป็นปกติที่จะนำมาใช้ในพื้นที่ตอนบน ดังนั้นน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยา เป็นฝนที่ตกตามพื้นที่ต่างๆ แล้วไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง ส่วนน้ำในพื้นที่ตอนล่างเป็นน้ำฝนที่ตกขังอยู่ในพื้นที่ การระบายน้ำในปัจจุบันอยู่ที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สามารถควบคุมไม่ให้ไหลบ่าออกไปนอกสองฝั่งได้ ไม่เสียหายในวงกว้างแต่จะทำให้ชุมชนที่อยู่ริมน้ำเกิดความเดือดร้อนเท่านั้น ซึ่งตามที่กรมอุตุฯคาดการณ์ว่าจะเกิดฝนตกปลายฤดู ได้มีการประเมินน้ำที่จะระบายในรอบนี้จะไม่มากกว่านี้แล้ว มีแต่จะลดน้อยถอยลง

        อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กรมชลฯได้สร้างคันกั้นน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำไหลออกไปแบบสะเปะสะปะ ยืนยันว่าน้ำจะอยู่ในวงจำกัดเท่านั้น ซึ่งปีนี้เกษตรกรทำการเพาะปลูกล่าช้า เนื่องจากภัยแล้งที่ผ่านมา ส่งผลให้เก็บเกี่ยวช้า คาดว่าจะเก็บเกี่ยวได้ทั้งหมดภายในเดือนตุลาคม ดังนั้นการระบายน้ำโดยยังไม่ปล่อยเข้าพื้นที่เพาะปลูกถือเป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว เกษตรกรจะมีการอะลุ่มอะล่วยให้กรมชลประทานสามารถเปิดประตูน้ำลงพื้นที่ดังกล่าวได้ ซึ่งมีการเปิดเป็นประจำทุกปี

          ขณะที่นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า สำหรับมาตรการ 1 ตำบล 1 แหล่งเก็บกักน้ำนั้น ขณะนี้คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบมาตรการสนับสนุนการลงทุนระหว่างรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)โดยให้ใช้เงินสะสมของอปท.ได้ หากพื้นที่ใดที่ต้องการขุดสระเก็บกักน้ำ ก็สามารถทำโครงการในลักษณะนี้ได้ นอกจากนี้ยังมีงบประมาณในโครงการพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ วงเงิน 45 ล้านบาท และงบฯยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงด้วย สำหรับโครงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน กระทรวงมหาดไทยจะโอนเงินที่อยู่ในอำนาจของผู้ว่าฯ ซึ่งปีนี้ได้ขออนุมัติเพิ่มจาก 3 ล้านบาท เป็น 5 ล้านบาทแล้ว โดยในวันที่ 1 ต.ค. นี้ จะทำการโอนเงิน 2 ล้านบาทให้ทุกจังหวัด

       “ดังนั้นผู้ว่าฯอย่ารีรอในการใช้เงิน หากช้าเขาจะหาว่ากระทรวงมหาดไทยไม่ยอมใช้เงิน ถ้าผู้ว่าฯใช้เงินตรงตามเป้าหมาย แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้ เราจะไปต่อรองกับกรรมาธิการงบประมาณในสภา เพื่อขอวงเงินเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งปีหน้าอาจขอเพิ่มเป็น 7 ล้านบาทได้” รองปลัดมท. กล่าว

         ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ขอให้ทำตามอำนาจหน้าที่ของพ.ร.บ.ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ดูอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน ว่าต้องทำอะไรบ้าง เพราะการทำหน้าที่ตามกฎหมายถือเป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการ ในขณะที่ทำไปแล้วนั้น ก็จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แต่ถ้าไม่ทำก็อาจถูกฟ้องในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ยกตัวอย่าง น้ำท่วมใหญ่ เมื่อปี 2554 มีการฟ้องร้องกว่า 1,000 คดี ส่วนการบริหารงานระดับท้องถิ่น ให้ผู้ว่าฯ นายอำเภอ เรียกผู้บริหารท้องถิ่นมาทำความเข้าใจในอำนาจหน้าที่ เพราะหากเตรียมไว้ตั้งแต่ต้น จะทำให้การช่วยเหลือไม่เป็นปัญหา

         นายระพี ผ่องบุพกิจ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ผู้ว่าฯจัดการน้ำภายใต้การสั่งการของกรมชลฯ เพราะฉะนั้นกรมชลฯ ต้องยอมเปิดปากบอกผู้ว่าฯ ว่าพื้นที่ไหนน่าห่วงอย่างไร ซึ่งกรมชลฯรู้หมด แต่ไม่กล้าบอกผู้ว่าฯ เพราะผู้ว่าฯ นายอำเภอต้องไปเคลียร์กับประชาชน ต้องเฉลี่ยทุกข์สุขของประชาชนแต่ละพื้นที่ เช่น บางครั้งจำเป็นต้องปิดประตูน้ำไว้ก่อน ในแบบสลับไปมา แต่ประชาชนที่มาเห็นคันกั้นน้ำปิดในขณะที่น้ำท่วมตัวเองอยู่นั้น กรมชลฯเองก็ปวดหัวแต่กรมชลฯต้องพูด ต้องบอกผู้ว่าฯ ว่าจำเป็นต้องปิด เพราะถ้าเปิดอย่างที่ชาวบ้านต้องการมันก็จะท่วมทั้งหมด