
รายงาน-เอา5ล้านไปเอาเก้าอี้ใหญ่มา
เรื่องวุ่นๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดูเหมือนจะกลายเป็นหนังเรื่องยาวเทียบได้กับหนังไตรภาค อุปสรรคคดียิงแกนนำพันธมิตรจบไปไม่ทันไร ภาคต่อเรื่องซื้อขายตำแหน่งก็ตามมาติดๆ ล่าสุดถึงขนาดจะมีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกันเลยทีเดียว
แต่แวดวงสีกากีก็มีข่าวให้เสียดสีนักการเมืองอยู่เหมือนกัน เมื่อนายใหญ่อย่าง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ที่นิ่งสงบสยบเคลื่อนไหวด้วยมีอะไรดีๆ อยู่ในมือเลยไม่ออกอาการสะทกสะท้านให้อีกฝ่ายจับไหวชิงพริบได้
ประเด็นการซื้อขายตำแหน่งตำรวจที่ "ศิริโชค โสภา" วอลล์เปเปอร์นายกฯ กำลังออกมาตีฆ้องร้องป่าวอยู่ในขณะนี้ จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ที่พอเล่าออกมาทีไรผู้คนก็สนใจที ไม่นานก็เงียบหาย ด้วยต่างก็รู้กันดีถึงสายสัมพันธ์ของตำรวจกับนักการเมืองเปรียบไปก็เหมือนตัดบัวยังเหลือใยฉันใด ตัดสายน้ำก็ไม่ขาดฉันนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหมือนลิ้นกับฟัน และหยิกเล็บเจ็บเนื้อ จะให้เป็นขมิ้นกับปูนไปได้อย่างไร
การซื้อขายตำแหน่งตำรวจนั้นว่ากันว่ามีประวัติยาวนานพอๆ กับความเป็นมาของตำรวจก็ว่าได้ ด้วยสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ค้ำจุน ย่อมเห็นพวกพ้องดีกว่าพวกนอกไส้ พอผ่านเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมระบบทุนเข้ามาแทนที่ก็เกิดการซื้อขายตำแหน่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาชีพตำรวจนั้นเงินเดือนน้อย แต่ภาษีสังคมเยอะเลยต้องกอบโกยเอาระหว่างทางเข้าพกเข้าห่อสะสมไว้เป็นทุน
อดีตนายตำรวจที่เกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้กำกับการ (ผกก.) ซึ่งคร่ำหวอดอยู่กับแวดวงสีกากีและข้อครหานี้มาเกินชั่วอายุคน อธิบายถึงการซื้อขายตำแหน่งคร่าวๆ แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก คือ วิ่งผ่านพระ พ่อค้าวาณิชย์ นักการเมือง และนายเก่า ก่อนจะแจกแจงให้เห็นภาพละเอียดยิบ เริ่มจากวิ่งผ่านพระสงฆ์องค์เจ้าก่อนเป็นลำดับแรก
เมื่อเป็นผู้มากบารมีและตำแหน่งจำเป็นต้องมีที่พึ่งทางใจ พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หลายคนจึงเป็นที่เคารพและศรัทธาของบรรดานายตำรวจใหญ่ ไปกราบไหว้บูชาทุกวันพระวันโกน หรือยามจิตใจเศร้าหมองไม่ผ่องแผ้ว บรรดาตำรวจนักวิ่งทั้งหลายจะเช็กก่อนว่า โผไหนใครเป็นคนทำ จากนั้นก็ตรวจสอบดูก่อนว่าคนทำโผเลื่อมใสศรัทธาพระรูปใด แล้วเข้าไปกราบไหว้บูชาปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหา อาจจะให้เพื่อนร่วมรุ่นหรือคนที่รู้จักท่านดีอยู่แล้วต่อสายให้ก็ได้ สุดท้ายเมื่อรับใช้กลายเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ถึงฤดูแต่งตั้งโยกย้ายทีก็เข้าไปขอให้ท่านพูดให้
วงการตำรวจไทยเรียกกันว่า "อาตมาขอบิณฑบาตร" !?!
วิธีการนี้นักวิ่งไม่ต้องเสียเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว แต่ทรงประสิทธิผลมากที่สุด ด้วยคนทำโผเองก็ให้ความเกรงอกเกรงใจ ท่านไม่เคยขออะไรเมื่อเอ่ยปากขอบิณฑบาตรตำแหน่งให้ลูกศิษย์ก็ต้องจำยอม ดังนั้นรายไหนรายนั้นยุคไหนยุคนั้นตั๋วพระจึงเข้าวินแทบทุกราย ทว่าขึ้นได้แต่เลือกพื้นที่ไม่ได้ นักวิ่งเองส่วนใหญ่ก็พอใจด้วยเงินทองก็ไม่เสีย ขึ้นไปเอาตำแหน่งแปะไว้ก่อน ตั๋วหน้าค่อยว่ากันใหม่
สำหรับตั๋วพ่อค้าวาณิชย์เองก็ทรงประสิทธิภาพไม่แพ้ใคร ด้วยอาชีพการงานและการเงินทำให้เขาน่าพิสมัยใคร่รู้จัก ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่จะพบเห็นนายตำรวจใหญ่หลายคนสนิทชิดเชื้อกับบรรดาคนกลุ่มนี้ วิธีการเข้าหาคล้ายๆ กันกับพระท่าน เพียงแต่สลับซับซ้อนใช้เวลาและเสียค่าเบี้ยบ้ายรายทางมากสักหน่อย เริ่มตั้งแต่ตรวจสอบว่าคนทำโผสนิทกับพ่อค้าคนไหน จากนั้นก็ใช้วิธีสืบสวนตรวจเช็กประวัติส่วนตัว ไปกินไปเที่ยวที่ไหน กินโต๊ะแชร์กับใคร ไปเซาน่าที่ไหน ออกกำลังสถานที่ใด เมื่อได้ข้อมูลมาอยู่ในมือก็ถึงเวลาเจาะเข้าหาตัว
ตำรวจนักวิ่งเพดานสูงรู้แล้วว่าพ่อค้าผู้นั้นชอบไปที่ไหนเวลาใด พอถึงเวลาก็ทำทีเป็นว่าไปพบเจอกันโดยบังเอิญ หรือจะให้เพื่อนๆ ที่รู้จักมักคุ้นดีอยู่แล้วแนะนำต่อสายตรงให้ คอยรับใช้และยื่นมือช่วยเหลือยามพ่อค้าเดือดร้อน เมื่อสายสัมพันธ์พัฒนาไปเรื่อยๆ จนแนบแน่นถึงกับเอ่ยปากได้ และอีกฝ่ายมองเห็นคุณงามความดีก็ได้เวลาเจรจาต่อรอง
การซื้อขายผ่านวิธีนี้มีอยู่ 2 แนวทาง คือ พ่อค้าวาณิชย์ช่วยเพื่อเป็นบุญคุณ นำมาอยู่ในพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยหรือทำกิจการอยู่ พ่อค้าส่วนใหญ่ชอบคนในเครื่องแบบนอกจากให้คอยสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แล้ว ยังเสริมอำนาจและบารมีด้วย วิธีนี้พ่อค้าจะไปจัดการค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง ไม่ให้กระทบไปถึงเด็กฝาก
ส่วนพ่อค้ารายไหนเคี่ยวหน่อยหรือไม่สนิทชิดเชื้อมากนักก็มีโบรชัวร์ราคาค่าตั๋วให้พิจารณา ระดับรองสารวัตรขึ้นสารวัตรเสียราว 7 แสนบาทถึง 1 ล้านบาท ระดับสารวัตรขึ้นรอง ผกก.ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท จากรอง ผกก.ขึ้น ผกก.ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท สาเหตุที่ระบุไว้กว้างๆ ว่าไม่ต่ำกว่าหมายถึงสูงกว่าเท่าไรก็ได้ โดยเฉพาะในกรณีเก้าอี้นี้มีที่หมายปองหลายคนก็ต้องสู้กันจนถึงฎีกา ใครให้มากโอกาสได้ก็มีสูง เหมือนยื่นซองเปิดประมูลกันก็คงไม่ผิด ด้วยประสบการณ์และวัยทำให้รู้ว่า พื้นที่ไหนมีรายได้เท่าไร ใครเห็นแก่ได้ก็ไม่สมควรมาอยู่ว่างั้นเถอะ
แต่ก็มีข้อแม้อยู่อย่างคือ บรรดาโรงพักเกรดเอทำเลทอง นายใหญ่ๆ มักจับจองเก็บเอาไว้เด็กในคาถาตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ ด้วยรู้หน้ารู้ใจรู้มือกันดีอยู่แล้ว แถมเชื่อได้ว่ารายได้แต่ละเดือนจะไม่เล็ดลอดหลุดกระเด็นไปตกอยู่ที่อื่น
วิธีจ่ายแยกเป็น 2 แบบ คือ ใช้สมบัติเก่าหรือเงินเก็บจากสารพันรายได้จ่ายไปเต็มจำนวน แต่ถ้ามีไม่มากพอก็วานขอให้พ่อค้าออกไปให้ก่อน แล้วค่อยผ่อนส่งทีหลัง มีข้อแม้ว่าห้ามเบี้ยวเพราะอิทธิฤทธิ์มาก ตั้งได้ก็ปลดได้เช่นกัน
ส่วนตั๋วนักการเมืองก็ลักษณะคล้ายๆ กัน คือ เข้าไปรับใช้ใกล้ชิดจนแวดวงสีกากีเรียกกันติดปากแกมประชดประชันเย้ยหยันว่า "ตำรวจรับใช้นักการเมือง" พอถึงฤดูแต่งตั้งโยกย้ายทีคนพวกนี้ก็มักได้ดิบได้ดีมีชื่ออยู่แถวหน้าติดโผอยู่เรื่อยไป ส่วนค่าตอบแทนก็ไปว่ากันทีหลัง ทั้งเงินสนับสนุนพรรคหรือค่าใช้จ่ายให้นายเวลางานบุญงานกุศล
สุดท้ายเรื่องของนายเก่ากับทาสรับใช้ในเรือนเบี้ย ผูกพันรับใช้กันมานาน รู้ไส้รู้พุงกันดี มีการส่งเงินรายเดือนให้ใช้จ่ายอยู่สม่ำเสมอมิได้ขาด เวลาไปต่างประเทศทีก็มีเงินพ็อกเก็ตมันนี่ติดไม้ติดมือ ไปอังกฤษก็มีปอนด์สเตอร์ลิงที่แลกมาจากตลาดมืดในราคาถูก หรืออาจได้ของฟรีในฐานะค่าใช้จ่ายนาย นายอยากกินอะไร อยากนอนที่ไหน หรือออกรอบตีกอล์ฟกับใครดี เป็นจัดหาให้หมด แถมยังเอื้อเฟื้อไปถึงหลังบ้านท้ายบ้าน คุณนายชอบน้ำหอมฝรั่งเศส ลิปสติกจากอิตาลี นาฬิกาจากสวิส ไม่นานก็จัดหามาถึงมือ เรียกว่าอยากได้จัดให้ ตั๋วนี้ไม่เสียเงินเสียทอง เพราะการดูแลรับใช้อย่างดีหมายถึงการการันตีว่าจะไม่มีอะไรหมกเม็ดไปจากนี้
สำหรับตำแหน่งนายพลนั้น ว่ากันว่าอาจมีถึงหลัก 10 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับว่ากองบังคับการไหน กองบัญชาการใดได้คุ้มเสียหรือไม่ แต่สุดท้ายแล้วถ้าเงินถึงทุกอย่างก็จบ
แต่เงินส่วนนี้จะตกไปอยู่ในมือใครบ้าง ไม่มีใครรู้และไม่อยากจะคาดเดา !?!



