
พท.ซัดผลสอบคกก.ปชป.เบี่ยงเบนประเด็น
เพื่อไทย ซัด ผลสอบคณะกรรมการ ปชป.เบี่ยงเบนประเด็น โยนความผิดท้องถิ่น เป็น "แพะ หวังตัดตอนโยงคนในพรรค-ผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ท้าเปิดข้อมูลเขตไหนบ้าง จี้ กอร์ปศักดิ์ โชว์สปีริตลาออกพ้น ปธ.บอร์ด สพช.ยันมีเอกสารเด็ด พบ 8 อำเภอล็อคสเปค จัดทำคู่มือจับทุจริ
(15ส.ค.) เวลา 10.00 น. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย คณะทำงานติดตามการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงของพรรคเพื่อไทย ได้แถลงถึงกรณีคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการชุมชนพอเพียงของพรรคประชาธิปัตย์ระบุผลสอบพบว่า 1,900 ชุมชนที่ได้รับงบจากโครงการนี้ มีร้องเรียนปัญหาการทุจริตเพียง 4-5 ชุมชนและทั้งหมดเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูงของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยและไม่พบหลักฐานการถือเงินและการโอนเงิน เพราะการดำเนินการทั้งหมดชุมชนเป็นผู้จัดการเองว่า พรรคเพื่อไทยขอตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมการดังกล่าวของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ เป็นเพียงตั้งมาเพื่อยืนยันความโปร่งใสให้พรรคตนเอง ทั้งที่ยังไม่มีผลตรวจสอบยืนยันชัดเจนว่าโครงการนี้ดำเนินการอย่างถูกต้อง ไม่ทุจริต จึงขอตั้งคำถามไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่าได้ตรวจสอบโครงการนี้ในลักษณะไหนอย่างไร หรือทำเพื่อให้เกิดประโยชน์เฉพาะคนในพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น เพราะจากการลงพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยเฉพาะในเขต กทม.มีหลายชุมชนที่มีปัญหาแต่คณะกรรมการฯของพรรคประชาธิปัตย์กลับระบุว่ามีเพียง 4-5 ชุมชน เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นว่ามีการแข่งขันสูงของทั้งสองพรรค ดังนั้น จึงขอให้ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นชุมชนเขตไหน
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ระบุว่ามีคนของพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวข้องเรื่องนี้เพียง 2 คนเท่านั้นและเป็นความผิดเล็กน้อยนั้น เป็นความพยายามเบี่ยงเบนประเด็นทำให้ประเด็นการทุจริตเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆและถูกตัดตอน เพื่อไม่ให้สาวถึงผู้บงการอยู่เบื้องหลังตัวจริงโดยโยงความผิดให้ท้องถิ่น หรือชุมชน เป็นแพะรับบาป จึงเห็นว่าคณะกรรมการฯของพรรคประชาธิปัตย์ควรทบทวนบทบาทตัวเอง ไม่ควรเข้าไปข่มขู่ชาวบ้าน
ส.ส.กทม. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ คณะทำงานติดตามการทุจริตฯและพรรคเพื่อไทยได้จัดทำ ”คู่มือจับทุจริต” ในโครงการนี้ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางการทำงานตรวจสอบเชื่อมโยงอย่างละเอียดโดยจำแนกการตรวจสอบไว้ให้เข้าใจได้ง่าย โดยจะแจกให้ ส.ส.ของพรรคเพื่อไปเข้าประสานทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งหากรัฐบาลต้องการก็สามารถประสานขอเข้ามาได้ อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้(16 ส.ค.)คณะทำงานฯจะลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล โดยตนจะลงพื้นที่ไปในภาคอีสาน ส่วนภาคเหนือ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ จะเป็นหัวหน้าทีมลงไปตรวจสอบ
“การที่คนในรัฐบาลโดยเฉพาะนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯพยายามย้อนว่าสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่เริ่มต้นโครงการเอสเอ็มแอลก็มีข้อมูลการทุจริตนั้น น่าจะเป็นการกลบเกลื่อน เบี่ยงเบนประเด็นเพราะเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระแต่หน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้ควรตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเร่งตรวจสอบ เพราะมีการใช้เงินงบประมาณผิดวัตถุประสงค์ที่เอาไปอัดฉีดให้ผู้ผลิตสินค้า ในส่วนของนายกอร์ปศักดิ์ก็ควรแสดงสปีริตลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ดของ สพช.เพื่อให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส และต้องชี้แจงว่าเมื่อเกิดความผิดพลาดจะแก้ปัญหาอย่างไร เนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้เก็บข้อมูลเอกสารที่มีการเชื่อมโยงผู้อยู่เบื้องหลังและยืนยันชัดเจนว่ามีขบวนการไม่ชอบมาพากลในโครงการนี้เช่นมีหนังสือเวียนจาก สพช.ส่งไปให้นายอำเภอ ผู้นำชุน กรรมการชุมชนทั่วประเทศ ในทำนองว่าให้ชุมชนร่วมลงชื่อ รับรู้ในการเขียนโครงการของบซื้อสินค้า ซึ่งขอตั้งข้อสังเกตว่าเป็นนัยยะที่ต้องการมัดมือชกผู้นำชุมชนและชาวบ้านเสมือนว่าสมรู้ร่วมคิดรับผิดชอบโครงการทุกขั้นตอนด้วย นอกจากนี้ อีกทั้งยังพบว่ามีกว่า 8 อำเภอที่พบว่ามีการอนุมัติโครงการไม่ตรงกับที่ชุมชนเสนอไปยัง สพช.โดยมีลักษณะเหมือนล็อคสเปค ล็อคคอชุมชนในการสั่งซื้อสินค้า” น.อ.อนุดิษฐ์ ย้ำ
ด้าน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเสริมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาโดยขอให้นายกอร์ปศักดิ์ ลาออกจากประธานบอร์ด สพช.และขอให้นายกรัฐมนตรี เลิกวุ่นวายกับการแต่งตั้งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหรือโฆษกรัฐบาล เพราะยังมีปัญหาอีกมากมายที่รอการแก้อยู่และเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตั้งโฆษกรัฐบาล เพราะนายกรัฐมนตรีก็พูดทุกวันอยู่แล้ว นอกจากนี้ในส่วนกรณีที่รัฐบาลไปตั้งโต๊ะล่าชื่อคัดค้านการถวายฎีกานั้น พรรคเพื่อไทยได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนในเขต กทม.ว่ามีการตั้งโต๊ะล่าชื่อเพื่อคัดค้านการถวายฎีกา แต่พบว่าล้มเหลวเพราะไม่มีใครมาร่วมลงชื่อด้วย



