
สารคดีเปิดโลกกว้าง -ลิตเติล มอสโก-รำลึกประวัติศาสตร์ทหารรัสเซีย
เป็นเวลาหลายสิบปีหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เมือง วุนส์ดอร์ฟ ทางใต้ของกรุงเบอร์ลินที่เคยรู้จักกันในนาม "ลิตเติล มอสโก" เพราะมีครอบครัวทหารรัสเซีย ทั้งเมียและลูกอาศัยอยู่มากถึง 6 หมื่นคนในพื้นที่ปิดกั้นภายในเมืองที่ห้ามคนเยอรมันท้องถิ่นเข้าไปยุ่มย่า
ในอดีต เมืองแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการทหารสูงสุดโซเวียต ซึ่งเป็นกองกำลังใหญ่ของโซเวียตในดินแดนทางตะวันตกที่เคยมีชื่อว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน (จีดีอาร์) หรือ เยอรมันตะวันออก โดยตลอดช่วงเวลานั้น เมืองเล็กๆ แห่งนี้เป็น "เมืองต้องห้าม" สำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่รายรอบ
การกลับมารวมประเทศเป็นเยอรมนีอีกครั้ง ส่งผลให้ทหารรัสเซียต้องถอนกำลังออกจากภาคตะวันตกของเยอรมันไปจนหมดสิ้นเมื่อปี 2537 ทำให้เมืองนี้กลับมาเป็นอิสระ และไม่นาน อาคารที่เคยเป็นของกองทัพรัสเซียก็ถูกดัดแปลงให้เป็นบ้านเคหะ และสำนักงานทันสมัย ในปี 2539 สำนักงานบริหารของรัฐบาลแห่งแรกก็ได้รับการเปิดขึ้นที่นั่น สร้างโอกาสการทำงานให้คนในพื้นที่
ทุกวันนี้ วุนส์ดอร์ฟ เป็นเมืองสงบสุขที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทุกครอบครัว มีโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม และโรงเรียนฝึกอาชีพหลายแห่ง มีทั้งสนามกีฬาและสถานที่พักผ่อนที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในชุมชนทางเหนือของเมือง ซึ่งมีหลายพันครอบครัวอาศัยอยู่
แต่ถึงจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ประเพณีทางทหารที่มีอายุเก่าแก่ถึง 100 ปี กลับไม่ถูกลืมเลือนตามไปด้วย
ทุกๆ ปีจะมีนักท่องเที่ยวแห่แหนไปยังหมู่บ้านแห่งนี้ หวังเข้าไปสำรวจพื้นที่ทางทหารที่เคยถูกปิดไม่ให้เข้า ซึ่งวันนี้ก็ยังเป็นสถานที่น่าพิศวงที่เต็มไปด้วยหลุมหลบภัยใต้ดินมากมาย มีหลุมหลบภัย เดอะ มาร์บัช 1 และหลุมหลบภัย เซพพลิน ที่สร้างขึ้นระหว่างช่วงกองทัพนาซีรุ่งเรือง เป็นหลุมขนาดใหญ่ที่สุดเท่ากับสนามฟุตบอลถึง 3 สนาม
แท้จริงแล้วเมืองนี้ไม่ได้เป็นศูนย์กลางทางทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พระเจ้าวิลเฮลม์ที่ 2 จักรพรรดิแห่งเยอรมนี เป็นผู้สร้างยุคแห่งทหารขึ้นในเมืองเวินสดอร์ฟเมื่อปี ค.ศ.1872 ด้วยการสร้างปืนใหญ่ขนาดยักษ์ขึ้นที่นั่น ก่อนจะถูกขยายเป็นพื้นที่ฝึกทหารในปี ค.ศ.1910 และสร้างโรงเรียนกีฬาทหารขึ้นตามคำเรียกร้องของนาซีในปี ค.ศ.1924
บังเกอร์มาร์บัช 1 เป็นที่ตั้งของกองบัญชาการสูงสุดเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่บังเกอร์เซพพลินทำหน้าที่เป็นศูนย์การสื่อสารลับในช่วงสงคราม ที่ฉากหน้าบนพื้นดินเป็นเพียงบ้าน 3 หลัง ขณะที่ทางเข้าสามารถเข้าได้ที่ห้องใต้ดินของบ้าน 1 ใน 3 หลังนี้ โดยระหว่างปี ค.ศ.1939-1945 ทางการได้เกณฑ์ช่างเทคนิค และ เวห์มัชท์ หรือ ทหารเยอรมัน เข้าไปทำงานในเมืองนี้ในช่วงสงครามหลายร้อยคน
"บ้านเหล่านี้ภายนอกดูธรรมดา แต่ความจริงแล้วมีคนจำนวนมากอาศัยอยู่ในนั้นพร้อมกับครอบครัว และทราบดีว่ามีอะไรอยู่เบื้องล่าง" เวอร์เนอร์ บอร์เชิร์ต ผู้จัดการธุรกิจในท้องถิ่นที่เป็นคนพาเที่ยวบังเกอร์เหล่านี้เล่าให้ฟัง
ในช่วงใกล้สิ้นสุดสงครามโลก มีความชัดเจนว่าบังเกอร์สำคัญเหล่านี้จะต้องตกไปอยู่ในเมืองของรัสเซีย ท่ามกลางความวิตกของพันธมิตรประเทศตะวันตกอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐ และด้วยความกลัวนี้เองทำให้ฝ่ายพันธมิตรเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ถล่มเมืองเวินส์ดอร์ฟเมื่อคืนวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ.1944 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 120 คน ทำลายค่ายทหาร และอาคารด้านบนเสียหาย
"บังเกอร์ไม่เสียหายเลยแม้แต่น้อย มีทหารเยอรมันบาดเจ็บแค่ 2 คนเอง" บอร์เชิร์ตกล่าว
ภายใต้ข้อตกลงหลังสงครามพอตส์ดัมในปี ค.ศ.1945-1946 รัสเซียได้สั่งให้ทำลายสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ของนาซีเยอรมันในเมืองวุนส์ดอร์ฟ แต่อาคารเหล่านี้สร้างขึ้นแข็งแรงมาก ทำให้ความพยายามทำลายทำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ทุกวันนี้โครงสร้างที่เสียหายก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่
แต่เรื่องราวของบังเกอร์เหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอีกทาง โดยเฉพาะกับบังเกอร์เซพพลินที่รัสเซียยังคงรักษาและพัฒนาให้เป็นศูนย์การสื่อสารใหญ่ที่สุดในโลก โดยนับแต่ช่วงทศวรรษที่ 1950 รัสเซียใช้บังเกอร์แห่งนี้เป็นที่ส่งความลับทางทหารไปยังกรุงมอสโกในช่วงที่ความร้อนแรงของสงครามเย็นอยู่ในช่วงขีดสุด
"ไม่มีสายอากาศเสาอากาศในบริเวณนั้น ข้อมูลทุกอย่างถูกรวบรวมและส่งไปยังสหภาพโซเวียตโดยผ่านสายเคเบิล" บอร์เชิร์ต เล่าให้ฟัง
แต่เมื่อเหล่าทหารรัสเซียเก็บกระเป๋ากลับบ้านหลังจากรวมประเทศของเยอรมัน บังเกอร์ก็ถูกถอดอุปกรณ์สำคัญออกทั้งหมด เหลือไว้แต่เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ โปสเตอร์ รวมทั้งโทรศัพท์ และสิ่งของเข้าชุดอีกหลายๆ ชิ้น
"สิ่งที่ถูกทิ้งไว้นั้นเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงให้เห็นถึงการมีตัวตนของกองทัพโซเวียตในเยอรมนีอย่างแท้จริง" บอร์เชิร์ต กล่าว
และในปีนี้ ยังเป็นช่วงเวลาครบรอบ 15 ปี ที่ทหารรัสเซียถอนกำลังออกจากเยอรมันตะวันออก และเป็นช่วงรำลึกครบรอบ 70 ปี ที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้น โดยบอร์เชิร์ตยังเผยอีกว่า สิ้นปีนี้ ทางการยังมีแผนสร้างพิพิธภัณฑ์ "ดาวแดง" ขึ้น เพื่อจัดแสดงประวัติศาสตร์การทหารรัสเซียในเยอรมันตะวันออกด้วย ล่าสุดได้รับเงินทุนจากหลายแหล่งแล้ว รวมทั้งบริษัทก๊าซพรอม บริษัทก๊าซยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลรัสเซีย ในขณะที่รัฐแบรนเดนบูร์ก ซึ่งเป็นผู้บริหารท้องถิ่นกลับปฏิเสธคำร้องของบประมาณสร้างพิพิธภัณฑ์ที่มีกำหนดสร้าง 3 ปี
"อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐ มีพิพิธภัณฑ์แบบนี้หมดแล้ว ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของทหารตัวเองในเยอรมัน ตอนนี้พวกเรามีความปรารถนาที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์คล้ายกันในเมืองวุนส์ดอร์ฟ โดยจะมุ่งเน้นเรื่องบทบาทของทหารรัสเซียในช่วงที่ยังเป็นประเทศเยอรมันตะวันออก" บอร์เชิร์ต อธิบายให้ฟัง
มลฤดี จันทร์สุทธิพันธุ์



