
ไทยขอ200ล.จัดประชุมสปอร์ตแอคคอร์ด2018
ไทยเตรียมเสนอตัวจัดการประชุมสมัชชาสหพันธ์กีฬานานาชาติ หรือ “สปอร์ตแอคคอร์ด คอนเวนชั่น 2018” พร้อมขอคณะรัฐมนตรี 200 ล้านบาท
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมร่วมกับคณะกรรมการเพื่อศึกษาและจัดทำรายงานเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “สปอร์ตแอคคอร์ด คอนเวนชั่น 2018” หรือ “เอสเอซี” ที่ห้องประชุม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อวันที่ 26 กันยายน โดยได้หารือถึงการเสนอตัวจัดการประชุมสมัชชาสหพันธ์กีฬานานาชาติ (สปอร์ตแอคคอร์ด) ซึ่งจะมีผู้แทนองค์กรกีฬา ร่วมกับ สหพันธ์กีฬานานาชาติ และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) เข้าร่วมประชุมเพื่อกำหนดทิศทางของวงการกีฬาระดับโลก ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คน
ทั้งนี้ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงานสปอร์ตแอคคอร์ด ที่กรุงโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์แล้ว เพื่อแสดงเจตจำนงในการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งถือเป็นชาติแรก ส่วนสถานที่จัดได้เสนอ 2 แห่งคือ กรุงเทพมหานคร ที่ รร.เซนทาราแกรนด์ แอท เซนทรัลเวิร์ด หรือ ที่ จ.เชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม รร.เซนทาราแกรนด์ แอท เซนทรัลเวิร์ด ได้เคยใช้จัดการประชุมสมัชชาใหญ่สมาคมสหพันธ์โอลิมปิกนานาชาติ หรือ “แอนน็อค2014” มาแล้ว ซึ่งได้รับคำชมอย่างมาก น่าจะมีความเหมาะสมมากกว่า เพราะอยู่ใจกลางเมือง และมีความพร้อมเรื่องโรงแรมที่พัก และการเดินทาง
“รมต.กีฬา” กล่าวว่า การจัดการประชุมสปอร์แอคคอร์ด 2018 จะช่วยพัฒนาศักยภาพทางการกีฬาของไทย ในการทำงานร่วมกับสหพันธ์กีฬาระดับโลก และจะเป็นการประสานความสัมพันธ์ขององค์กรกีฬาระดับโลกต่าง ๆ ที่อาจจะมีความไม่เข้ากันบ้าง ให้ดำเนินการได้อย่างกลมกลืนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งประเทศไทยถือเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ ยังช่วยสนับสนุนส่งเสริมการการท่องเที่ยวของประเทศอีกด้วย
ในขณะที่ พ.ท.รุจ แสงอุดม รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายกีฬาอาชีพและสิทธิประโยชน์ ในฐานะ ประธานกรรมการเพื่อศึกษาและจัดทำรายงานเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “สปอร์ตแอคคอร์ด คอนเวนชั่น 2018” กล่าวว่า สปอร์ตแอคคอร์ด ได้กำหนดประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมปี 2017 แล้วคือ ประเทศเดนมาร์ค คาดว่า ในต้นปีหน้า จะประกาศประเทศที่จะได้เป็นเจ้าภาพในปี 2018 ต่อไป ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อขอรับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ก่อนเสนอตัวอย่างเป็นทางการต่อไป โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณราว 200 ล้านบาท



