
นาเดีย มูรอด บาซี ตาฮา :จากเหยื่อมกามไอเอสสู่ทูตยูเอ็น
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
ไม่ว่าจะมีเรื่องของการเมืองหรือเรื่องของผลทางจิตวิทยาในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายหรือเป็นกลวิธีหนึ่งในการทำลายฐานมวลนชนที่สนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงหรือไม่ก็ตาม แต่เป็นเรื่องน่าชื่นชมยิ่งที่องค์การโลกอย่างสหประชาชาติกล้าคิดนอกกรอบเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 70 ปี ด้วยการแต่งตั้งหญิงสาวที่ถูกข่มขืนและตกเป็นทาสกามของกลุ่มก่อการร้ายขึ้นมาเป็นทูตสันถวไมตรีแห่งสหประชาชาติเป็นคนแรกเพื่อทำหน้าที่สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความทุกข์ทรมานของเหยื่อการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะผู้ลี้ภัย ผู้หญิง และเด็กๆ จากเดิมที่คัดเลือกแต่คนดังๆอย่างดาราดังหรือภริยาผู้นำประเทศหนึ่งๆเป็นทูตสันถวไมตรีเพียงเพื่อหวังจะเป็นแรงจูงใจให้คนทั่วโลกหันมาสนใจในปัญหาผู้หญิงหรือปัญหาใดปัญหาหนึ่ง โดยไม่สืบสาวดูเบื้องหลังว่าเธอผู้นั้นเหมาะสมหรือไม่
ที่สำคัญการแต่งตั้งนาเดีย มูรอด บาซี ตาฮา วัย23ปี หญิงชาวชนเผ่ายาซิดี แห่งหมู่บ้านโคโช หมู่บ้านชาวเคิร์ดในเมืองซินจาร์ ทางตอนเหนือของอิรักที่อยู่ติดชายแดนซีเรียมาเป็นทูตสันถวไมตรีแห่งสหประชาชาติมีนัยสำคัญต่างไปจากการชูภาพของมาลาลา ยูซาฟไซ อดีตเด็กหญิงชาวปากีสถานที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มตาลีบันจนเกือบเสียชีวิต กระทั่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากการต่อสู้เพื่อสิทธิในการศึกษาของเด็กหญิงในปากีสถานและอินเดีย
เพราะนาเดีย มูรอด บาซี ตาฮา คือตัวแทนคนแรกของผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ตัวจริงที่ได้รับตำแหน่ง อันเป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงความโหดร้ายของสงครามและการแก้ไขความขัดแย้งด้วยกำลังอาวุธในทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และในทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นที่แอฟริกา เอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย โดยโศกนาฎกรรมของผู้หญิงที่ตกเหยื่อเหล่านั้นถูกละเลยไม่ได้รับการเหลียวแลหรือหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระสำคัญบนเวทีการเมืองโลก ทำราวกับเป็นเรื่องปรกติที่ผู้หญิงจะต้องประสบชะตากรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ อันเนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนา หรืออุดมการณ์ทางการเมืองหรือความแตกต่างทางชาติพันธุ์ กระทั่งนางออง ซาน ซูจี สมัยที่เธอยังเป็นเพียงนักโทษทางความคิดเคยประกาศวาทะกรรมสำคัญไว้ประโยคหนึ่งนั่นก็คือ”ผู้หญิงจะต้องก้าวข้ามความหวาดกลัวเหล่านั้นให้ได้”
ก่อนหน้าจะได้รับแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีแห่งสหประชาชาติ นาเดีย มูรอด บาซี ตาฮา ได้ตระเวณไปตามประเทศต่างๆเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเธอในฐานะเหยื่อที่สามารถหนีรอดออกมาได้จากขุมนรกทั้งเป็นจากการตกเป็นเหยื่อถูกข่มขืนและตกเป็นทาสกามของกลุ่มนักรบญิฮัดรัฐอิสลาม (ไอซิสหรือไอเอส) นานถึง 3 เดือนเต็ม แทนที่จะเก็บตัวเงียบด้วยความเจ็บปวดหรือความอับอาย รวมทั้งเป็นปากเสียงเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับเด็กและผู้หญิงชาวยาซิดีอีกราว3,200คนที่ยังคงตกเป็นทาสกามของนักรบไอเอสด้วยการนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม นอกเหนือจากเสนอให้ประชาคมโลกยอมรับว่าการโจมตีชนเผ่ายาซิดีเมื่อปี 2557เป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”
นาเดีย มูรอด เกิดเมื่อปี 2536 เป็นชาวยาซิดี ชาติพันธุ์หนึ่งในอิรักที่มีทั้งนับถือศาสนาอิสลามและคริสต์ แต่นักรบไอเอสมองว่าชาวยาวซิดีเป็นพวกนอกรีตที่ต้องกำจัดให้หมดสิ้น เรื่องราวของเธอเริ่มขึ้นในเดือนกย.2557 ขณะที่เธอมีอายุ 21 ปี ยังอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวที่เป็นครอบครัวใหญ่มีฐานะพอกินพอใช้มีแกะราว 50 ตัว ไก่อีกกว่า 230 ตัวและแพะอีก 2-3 ตัว แม่มีรายได้จากการขายน้ำนม โยเกิร์ต ไข่และเนย ส่วนพี่ชายขายแรงงานส่วนเธอยังเรียนหนังสืออยู่ที่หมู่บ้านโคโชที่มีประชากรราว 1,700 คนโดยชอบวิชาประวัติศาสตร์มากเป็นพิเศษ พร้อมกับฝันอยากจะเป็นครู ด้วยความที่เป็นหมู่บ้านห่างไกลปืนเที่ยง ทั้งหมู่บ้านมีโทรทัศน์แค่ไม่กี่เครื่อง เธอจึงเคยเห็นภาพของนักรบไอเอสแต่ไม่รู้ว่าเป็นใครหรือกำลังทำอะไรอยู่ แล้วจู่ๆในเช้าวันหนึ่งของเดือนสค.เธอก็เห็นนักรบไอเอสปรากฎตัวเต็มทั้งหมู่บ้าน พูดกันหลากหลายภาษาหลากหลายสำเนียง กลุ่มนักรบได้บังคับให้ทุกคนเดินไปที่โรงเรียนซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงพักเที่ยงจากนั้นแยกผู้ชายและผู้หญิงออกจากกัน ผู้หญิงถูกต้อนขึ้นอยู่บนชั้นบนของโรงเรียน แล้วสังหารผู้ชาย 312 คนภายในเวลาแค่ชั่วโมงเดียวรวมถึงพี่น้องและญาติของเธอ 6 คนนาเดียเล่าว่าเธอเห็นเหตุการณ์นั้นกับตาตัวเอง ตอนที่กลุ่มเคิร์ดยึดพื้นที่คืนได้พบหลุมศพหมู่ขนาดใหญ่ ฝังร่างผู้หญิงแก่ราว 80 คนเชื่อว่าถูกฆ่าตายเพราะแก่เกินไปจนไม่สามารถขายเป็นทาสได้
ส่วนบรรดาหญิงสาวถูกกวาดต้อนไปยังเมืองโมซุล ที่ซึ่งขุมนรกทั้งเป็นได้เริ่มขึ้นโดยนาเดียเป็นหนึ่งในผู้หญิงยาซิดีจากพื้นที่ต่างๆกว่า 5,000 คนที่ถูกไอเอสในอิรักจับเป็นเชลยในปีนั้นเธอเล่าว่าในตอนแรกพวกผู้หญิงต่างแอบหารือกันว่าจะต้องหาทางฆ่าพวกนั้นให้ได้สักคนหนึ่ง แต่ทำไม่สำเร็จเพราะไอเอสมักไปไหนมาไหนเป็นกลุ่มๆหนึ่งราว 4-7 คน ทุกคนมีอาวุธหนักพร้อม
พวกเธอถูกขังเงียบๆที่เมืองโมซุลได้ 3 วัน จากนั้นกระบวนการคัดเลือกและแจกจ่ายไปตามหมู่นักรบไอเอสก็เริ่มขึ้น ผู้หญิงบางคนที่ซ่อนเศษแก้วไว้ที่ชายกระโปรงก็ใช้เศษแก้วนั้นกรีดข้อมือฆ่าตัวตายดีกว่าอยู่อย่างตายทั้งเป็น หลายคนฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงจากสะพาน บางคนแกล้งทำเป็นบ้าหรือใช้น้ำกรดราดบนใบหน้าให้เสียโฉม ส่วนนาเดียนั้นเคยให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์ว่าเธอไม่เคยคิดฆ่าตัวตายแต่ต้องการให้พวกนั้นฆ่าเธอให้ตายมากกว่า
ทุกๆเช้า เชลยสาวจะถูกบังคับให้ล้างหน้าและทำตัวให้สะอาดสะอ้าน จากนั้นจะถูกนำตัวไปที่ศาลศาสนา ถูกถ่ายภาพแล้วนำภาพนั้นไปติดบนกำแพงในศาลพร้อมกับหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อให้นักรบดูว่าสนใจคนใด ถ้าเลือกแล้วไม่พอใจก็อาจแลกตัวเชลยกันก็ได้ แล้ววันหนึ่งก็ถูกคราวของเธอซึ่งถูกจับสวมเสื้อแจ็กเกตสีชมพู นั่งก้มหน้าอยู่ในห้องพร้อมผู้หญิงคนอื่นๆ และญาติสาวอีก 3 คน นักรบคนหนึ่งตรงเข้ามาหาตะโกนว่าผู้หญิงที่สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีชมพูให้มาหาด้วย พอเธอเงยหน้าไปมองเขาซึ่งเป็นชายร่างยักษ์ ไว้ผมยาวหนวดเครารุงรัง เธอตกใจกลัวจนกรีดร้องลั่นพวกญาติต่างพยายามจับมือเธอไว้ขณะถูกชายร่างยักษ์ลากตัวไป แต่ชายร่างยักษ์ได้ใช้ไม้ตีพวกเธอ จากนั้นลากตัวเธอมายังชั้นล่างเพื่อบันทึกชื่อเชลยที่พาตัวไป ระหว่างนั้นเธอพยายามขอร้องให้ชายอีกคนหนึ่งที่รูปร่างไม่สูงใหญ่มากนักช่วยเธอโดยให้สัญญาจะยอมทำตามทุกอย่าง ชายผู้นั้นซึ่งมีเมียและลูกสาวคนหนึ่งได้นำเธอไปเป็นทาสโดยขังไว้ในห้องเล็กๆห้องหนึ่งไม่ให้พบกับลูกเมียของนายทาสผู้นั้น ในห้องนั้นมีรอยเลือดอยู่ตามผนังห้องบ่งบอกว่าเคยมีผู้หญิงพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วอย่างน้อย 2 คน
พวกนักรบไอเอสมักจะพาทาสเชลยย้ายบ้านทุกๆ 2-3 วันและยึดรองเท้าของทาสทุกคนเพราะรู้ว่าหากไม่มีรองเท้าพวกเธอก็ไม่สามารถหลบหนีจากพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหินคมๆที่มีหิมะปกคลุมได้ บางวันก็ปล่อยให้อดอาหารไม่มีอะไรตกท้อง บางวันก็มีไข่ลูกหนึ่งสำหรับผู้หญิง 6 คน บางทีก็ไม่มีน้ำกินถึง 2 วัน ท่ามกลางอากาศร้อนจัดบางครั้งก็แกล้งเอาน้ำจากที่อาบน้ำแล้วซึ่งมีเศษสบู่และอาจจะมีน้ำปัสสาวะมาให้พวกเธอดื่ม มีอยู่ครั้งหนึ่งพวกเธอทั้ง 6 คนได้น้ำชามาแก้วหนึ่งไว้แบ่งกันจิบน้ำกันตาย พวกนั้นปลอบว่าถ้ายอมเปลี่ยนศาสนา ก็จะมีน้ำสะอาดให้ดื่มมากเท่าที่ต้องการ ระหว่างนั้นพวกเขาจะทำร้ายร่างกายพวกเธอบ่อยครั้งโดยไม่มีเหตุผล วันละหลายรอบ ชายหนวดเคราเฟิ้มคนหนึ่งชอบใช้วิธีช็อกด้วยสายไฟ อีก 2 คนชอบเฆี่ยนด้วยไม้เรียว บางคนก็ชอบซ้อมตามด้วยการข่มขืน
หลังจากล้มเหลวในความพยายามหลบหนีครั้งแรก นาเดียถูกลงโทษด้วยการถูกข่มขืนหมู่จากชาย 6 คนจนกระทั่งสลบเหมือด จากนั้นก็ถูกทำร้ายร่างกายไอเอสคนหนึ่งดึงแหวนทองของแม่ออกจากนิ้วของเธอแล้วไปสวมบนนิ้วตัวเอง เธอสาบานว่าจะต้องหาตัวเขาให้พบแล้วจะตัดนิ้วนั้นเพื่อเอาแหวนของแม่คืนมา เธอจำได้แม่นว่านักรบคนนั้นไม่ใช่คนท้องถิ่นเพราะพูดเสียงสำเนียงอาหรับแล้วโอกาสหนีเป็นครั้งที่ 2 ก็มาถึง นาเดียแอบซ่อนรองเท้าเทนนิสไว้ พอได้เวลาหนีก็สวมรองเท้าแล้วกัดฟันปีนกำแพงสูง กระโดดลงมาแล้ววิ่งหนีสุดชีวิต ได้ยินเสียงคนร้องไล่ตามพร้อมกับขู่ลั่นว่าจะจับตัวให้ได้ภายใน 1 ชม.ก่อนจะประกาศให้รางวัล 5,000 ดอลลาร์แก่ใครก็ตามที่จับตัวเธอได้ เธอพยายามหลบหนีไปถึงใจกลางเมืองโมซุล ที่กลายเป็นเมืองร้างและค่อยๆไปเคาะประตูบ้านจนกระทั่งมีชายคนหนึ่งเปิดมาดู เธอร้องไห้พลางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ชายผู้นั้นและภรรยาได้ให้อาหารและที่หลบซ่อนตัวให้ก่อนจะแอบพาเธอหลบจากพื้นที่ยึดครองของไอเอสไปยังค่ายผู้ลี้ภัยที่ดูฮ็อค ทางตอนเหนือของอิรัก นาเดียสามารถสามารถหลบหนีได้สำเร็จในเดือนพย. 2557 หรือ 3 เดือนหลังตกนรกทั้งเป็น จากนั้นก็ได้รับความช่วยเหลือให้ไปตั้งหลักแหล่งใหม่ชที่เมืองสตุดการ์ตในเยอรมนี แต่นาเดียยอมรับว่าไม่สามารถปรับตัวให้คุ้นเคยว่าเป็นบ้านหลังใหม่ได้
จากรายงานของสหประชาติระบุว่าไอเอสได้วางแผนจะทำลายล้างเผายาซิดีที่มีประชากรราว 230,000 คนอ้างว่าเป็นพวกนอกรีต กว่า 5,200 คนถูกลักพาตัวเมื่อปี 2557 ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ส่วนทาสผู้ชายมักจะถูกบังคับให้ต้องต่อสู้หรือถูกฆ่า หลายพันคนถูกฆ่าอย่างโหดหี้ยมและอีกกว่า 400,000 คนต้องอพยพหนีไปที่อื่น
ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ ไอเอสได้พยายามฟื้นหลักปฏิบัติในยุคสุลต่านหรือกาหลิบแบบอาหรับราตรีที่สามารถซื้อขายทาสได้ รวมทั้งสามารถข่มขืนผู้หญิงนอกศาสนาโดยไม่ผิดพระบัญญัติ นักรบไอเอสเองยังเชื่อว่าถ้าผู้หญิงถูกผู้ชายมุสลิมข่มขืน 10 คน เธอก็จะต้องเปลี่ยนศาสนา แล้วก็เลยเกิดตลาดซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนทาสหญิง หรือให้ผู้หญิงเป็นรางวัลในการรบเหมือนในยุคโบราณ
“สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดก็คือ ถ้าไอเอสพ่ายแพ้เมื่อใด พวกนักรบและผู้ก่อการร้ายเหล่านั้นอาจจะโกนหนวดเคราทิ้ง แล้วกลับมาใช้ชีวิตตามปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้” นาเดียประกาศก่อนจะเสริมว่าอยากให้เหยื่อชาวยาซิดี “ได้มีโอกาสมองหน้าพวกที่ทำร้ายเราอย่างเต็มตาในศาลที่กรุงเฮก พร้อมกับประกาศให้ทั่วโลกรับรู้ว่าพวกเขาทำอะไรกับเราบ้าง เพื่อให้ชุมชนของเราได้คลายความเจ็บปวดและก้าวต่อไปข้างหน้า”



