ปัญหาพัฒนากิจการ“กล้วยไม้”ไทย ตอน7
โดย -ศ.ระพี สาคริก
(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)
โครงการพัฒนาชนบทที่เน้นการจัดระบบหน่วยการผลิตการเกษตรกรรมเป็นแกนนำ ซึ่งกระจายอยู่ทั่ว ๆ ไปในประเทศ ไม่ว่าโครงการใดที่มีการประชาสัมพันธ์ว่าได้ผลดีเพียงใดก็ตาม เมื่อได้ศึกษาลึกลงไปถึงปัญหาระดับพื้นฐานแล้วถึงระดับหนึ่งก็จะพบได้ว่า ถูกกำหนดไว้ด้วยปัญหาหลักของโครงสร้างใหญ่ของสังคมไทยในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ไม่อาจขยายขอบเขตออกไปสู่ที่อื่นตามปณิธานของโครงการทดลองเชิงปฏิบัติการเท่านั้น แม้แต่ความมั่นคงของโครงการนั้นๆ ในระยะยาวก็จะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากฐานของโครงการมิได้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานหลัก แต่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของบุคคลที่เป็นผู้นำโครงการเป็นสำคัญ
ทัศนคติและค่านิยมในสังคมไทย
ทัศนคติและค่านิยม มีพลังและอิทธิพลอย่างสำคัญต่อการสร้างพื้นฐานและการกำหนดทิศทางของการพัฒนา เนื่องจาก สิ่งใดที่สังคมยอมรับและให้ความนิยม สิ่งนั้นย่อมมีพลังในการชักจูงสังคมให้สนใจและมุ่งสู่เป้าหมายในทางนั้นๆ ทัศนคติและค่านิยม มีผลสืบเนื่องอย่างสำคัญมาจาก กระบวนการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวัฒนธรรมที่มีความสัมพันธ์สืบเนื่องมาแล้วในระดับประวัติศาสตร์ ไม่มีใครหรือกลุ่มชนใดจะสามารถประดิษฐ์ทัศนคติและค่านิยมกันขึ้นมาเองได้ง่ายๆ การพัฒนาทัศนคติและค่านิยม จึงจำเป็นต้องมีลักษณะโครงสร้างที่ส่งผลสัมผัสองค์ประกอบต่าง ๆ ในมุมกว้างทุกทิศทาง
ในฐานะที่ผู้เขียนเรื่องนี้ ได้มีส่วนจับงานพัฒนากิจการกล้วยไม้ของประเทศไทยมาตั้งแต่ยังไม่มีโครงสร้างใด ๆ เลยกว่า 40 ปีมาแล้ว ทัศนคติและค่านิยมของสังคมไทยที่มีต่อกล้วยไม้ ยังเห็นกล้วยไม้เป็นพืชที่ไร้สาระ เป็นพืชที่เกี่ยวข้องกับคนร่ำรวย ฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของคนทั่วไป และเป็นพืช สำหรับคนสูงอายุเพื่อการฆ่าเวลา นั่นสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติและค่านิยมเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนานำหน้าวิชาการ ทั้งนี้เพื่อมุ่งสู่การใช้ทรัพยากรคนทั่วๆ ไปให้หันมาร่วมมือจับงานพัฒนาในด้านนี้ และยังจะเป็นบทเรียนในการพัฒนาทัศนคติและค่านิยมในสังคมให้แก่ตนเองด้วย
การสร้างพลังในการพัฒนาทัศนคติและค่านิยมเพื่อมุ่งสู่ทิศทางที่เป็นเป้าหมายในการพัฒนากล้วยไม้ ได้นำไปสู่ปัญหาที่ต้องเผชิญหลายรูปแบบ เพราะย่อมเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ซึ่งแผ่ระบบ กระจายอยู่ในกลุ่มชนผู้มีผลประโยชน์ฝังอยู่บนฐานของค่านิยมและทัศนคติเก่าๆ การถูกปะทะด้วยปัญหาต่างๆ ได้ให้บทเรียนอันมีค่ายิ่งแก่ผู้เขียน และเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อประโยชน์ในการทำงานในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลสะท้อนอย่างสำคัญต่อการเปิดทัศนคติลดค่านิยมของตัวผู้เขียนเองให้กว้างออกไปและมุ่งสู่ความว่างเปล่าเพื่อการสร้างงานในภายภาคหน้า
แม้ว่าผู้เขียนจะได้พยายามเปลี่ยนแปลงค่านิยมในวงการกล้วยไม้มาตั้งแต่เริ่มต้นการกำหนดโครงสร้างของการพัฒนาในลักษณะครบองค์ประกอบ แต่ก็มีความรู้สึกว่า ค่านิยมพื้นฐานของสังคมไทยทั่วๆ ไป ซึ่งมีอิทธิพลกว้างขวางกว่า ก็ยังมีอิทธิพลปกคลุมวงการกล้วยไม้อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “วัตถุนิยม” ดังนั้น คนในวงการกล้วยไม้จำนวนไม่น้อย ที่เลี้ยงกล้วยไม้เพราะคิดว่าจะขายได้เงิน หาได้มีค่านิยมลึกซึ้งลงไปถึงระดับพื้นฐาน คือ การเข้าใจคุณค่าของกล้วยไม้อย่างแท้จริงไม่ เมื่อการส่งเสริมการเลี้ยงกล้วยไม้ได้กว้างเข้าสู่ระดับธุรกิจการเศรษฐกิจ การกระทบกระแทกและแก่งแย่งกัน จึงเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้ฐานของวงการกล้วยไม้ที่รองรับทั้งการเศรษฐกิจและจริยธรรมต้องร้าวฉาน



