
เปิดรับสมัครบุคคล เข้าดำรงตำแหน่ง “รองผู้ว่าการการยางฯ"
โดย - โต๊ะข่าวเกษตร
กยท.เปิดรับสมัครบุคคล เข้าดำรงตำแหน่ง “รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย” เน้นผู้มีความสามารถด้านการบริหารจัดการ รอบรู้ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ อุตสาหกรรมยาง รวมถึงเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนนโยบายภาครัฐในบริบทที่สามารถเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยางพารา หรืออุตสาหกรรมการเกษตร ตลาดยางพารา-สินค้าเกษตร ไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และลักษณะธุรกิจปัจจุบันได้
ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลัง กยท.ได้ก่อตั้งมากว่า 1 ปี ปัจจุบันการดำเนินงานภายในได้มีการกำหนดโครงสร้างที่สอดรับกับบทบาทของ กยท. เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินกิจการ กยท. ขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 ในการดูแลบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ กยท.จำเป็นต้องสรรหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาร่วมขับเคลื่อนบริหารองค์กร จึงประกาศเปิดรับสมัครบุคคล สรรหาผู้บริหารระดับสูงมาดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าการ กยท.
โดยคุณสมบัติที่คณะกรรมการการสรรหาฯ ระบุ คือ ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ในวันยื่นใบสมัคร มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการองค์กร มีวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ ที่สามารถกำหนดทิศทางและเป้าหมายการดำเนินงานของ กยท. ได้ ทั้งนี้ ในส่วนของการบริหารจะต้องครอบคลุม ในบริบทเชิงธุรกิจ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ อุตสาหกรรมยาง รวมถึงด้านเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนมีความรู้เกี่ยวกับนโยบายภาครัฐ เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาวงการอุตสาหกรรมยางพารา อุตสาหกรรมการเกษตร ตลาดยางพารา ตลาดสินค้าเกษตร ไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และลักษณะธุรกิจปัจจุบัน ตามเป้าหมาย กยท.
ในส่วนของคุณสมบัติเฉพาะตามที่คณะกรรมการการสรรหาฯ กำหนด ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติงานใน กยท. อยู่แล้ว ต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า ผอ.ฝ่ายหรือเทียบเท่าขึ้นไปมาไม่น้อยกว่า 1 ปี จนถึงวันประกาศรับสมัคร แต่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติงานใน กยท. จะต้องมีความรู้ ความสามารถบริหารงานทั่วไป บริหารงานโครงการมาอย่างน้อย 2 ปี หรือมีประสบการณ์บริหารงานระดับสูงมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งทางการบริหาร ซึ่งแบ่งเป็น 3 ภาคส่วน คือ
1. กรณีเป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารภาคเอกชน ต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับผู้ช่วยผู้บริหารสูงสุดขององค์กร ที่มีงบดุลไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งต้องมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัดพร้อมแนบรายงานประจำปีมาแสดง
2. กรณีเป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารส่วนราชการ ต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า ผู้อำนวยการสำนักของส่วนราชการระดับกรม หรือเทียบเท่า และ
3. กรณีเป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้ช่วยผู้บริหารสูงสุด หรือระดับที่ 3 ตามโครงสร้างองค์กร



