
รบ.เดินหน้าสร้างสันติสุขชายแดนใต้
รบ.เดินหน้าสร้างสันติสุขชายแดนใต้ เตรียมสนับสนุน ชาวมุสลิม ประกอบพิธี ฮัจย์ นักวิชาการใต้แนะรัฐสร้าง "โมเดลกฎหมายอิสลาม" นำร่องก่อนขยายคลุมจังหวัดชายแดนใต้ เตือนรัฐจริงจังอย่าจุดประเด็นหวังโฆษณาทางการเมืองหวั่นทำระบบดับไฟใต้เหลว รองนายกรัฐมนตรีเผย 1 ต.
(14ส.ค.) นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เตรียมสนับสนุนผู้ที่จะไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอารเบีย ประจำปี 2552 จำนวน 200 คน โดยมีการกำหนดคุณสมบัติ และวิธีคัดสรรที่เป็นระบบเป็นธรรม ประกอบด้วยกลุ่มประชาชนผู้มีฐานะยากจนที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีซะกาดประจำมัสยิด ที่ไม่เคยไปประกอบพิธีฮัจย์ จำนวน 100 คน กลุ่มผู้นำศาสนา โต๊ะครู ผู้สอนศาสนา กำนันผู้ใหญ่บ้านและราษฎรอาสาสมัครจำนวน 50 คน และกลุ่มข้าราขการชั้นผู้น้อย ทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร รวมทั้งพนักงานส่วนท้องถิ่น และลูกจ้างประจำ จำนวน 50 คน
นายถาวร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในส่วนของคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ รัฐบาลมีโครงการสนับสนุนให้ไปศึกษาแหล่งสังเวชนียสถาน 7 ตำบล ณ ประเทศอินเดียและเนปาลด้วย
แนะปั้น"โมเดลกม.อิสลาม"นำร่องหวั่นระบบดับไฟใต้เหลว
ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลประกาศความพร้อมนำร่องการนำกฎหมายชุมชน-กฎหมายอิสลามมาใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่ดีและสนับสนุนแนวคิดนี้ เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดเงื่อนไขและความขัดแย้งในระดับพื้นที่ได้เป็นอย่างดีและเป็นไปตามหลักการที่รัฐควรปฎิบัติอย่างจริงจัง
"ผมไม่ห่วงเรื่องหลักการใช้กฎหมายชุมชนอิสลาม เนื่องจากเป็นประเด็นที่ถูกนำเสนอมานานแล้วเพียงแต่รัฐบาลที่ผ่านมายังไม่พร้อมปฎิบัติ กระทั่งวันนี้หากรัฐพร้อมแล้วก็ต้องเดินหน้าทำอย่างเต็มที่และที่สำคัญอย่าทำเพียงแค่การจุดประเด็นขึ้นมาเพราะต้องการโฆษณาทางการเมืองเท่านั้น เนื่องจากเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อการคลี่คลายปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ที่นับว่าถูกจุดที่สุด" ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว
นักวิชาการรายนี้ กล่าวอีกว่า การจัดวางระบบของโครงสร้างกฎหมายที่ต้องชัดเจนและสอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของท้องถิ่นภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง เนื่องจากปัจจุบันความพร้อมของบุคลากรหรือตัวบุคคลที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่นนั้นพร้อมอยู่แล้ว ยกเว้นด้านโครงสร้างที่เป็นเรื่องใหม่และยังไม่เคยทำมาก่อนรัฐบาลจึงต้องระวังในประเด็นนี้
"การนำร่องใช้กฎหมายเฉพาะพื้นที่ก่อนประกาศใช้จริงเป็นแนวทางที่นับว่ารัฐบาลรอบคอบระดับหนึ่ง เนื่องจากช่วงเวลานี้รัฐบาลต้องหารูปแบบ หรือ วิธีการในการสร้างโมเดลขึ้นมาเพื่อศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนการขยายพื้นที่การประกาศใช้กฎหมายอิสลามในระดับต่อไป ซึ่งนับว่านับเป็นความก้าวหน้าและพัฒนาการแก้ไขปัญหาความไม่สงบที่น่าศึกษาและลงมือปฎิบัติอย่างจริงจัง" ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว
เผย1ต.ค.นำร่องใช้กม.ชุมชน-อิสลามสร้างยุติธรรม
เมื่อ10.00 น. 14 ส.ค.ที่โรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการสัมมนาโครงการสร้างความเข้าใจต่อแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนากระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2553-2557 ครั้งที่ 2 โดยมี นายธีรเทพ ศรียะพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวต้อนรับ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยแผนยุทธศาสตร์สร้างความเป็นธรรมในพื้นที่ภาคใต้ เป็นแผนที่ครอบคลุม ทั้งการอำนวยความยุติธรรมบนพื้นฐานนิติธรรม ยุติธรรมชุมชน ยุติธรรมทางเลือก แต่การสะสางคดีต่างๆ ยังขาดความเป็นเอกภาพ จำเป็นต้องใช้วิธีการที่สร้างความเชื่อมั่นว่า ทุกคดีจะได้รับการดำเนินการตามกฎหมาย มีหลักนิติวิทยาศาสตร์อ้างอิงได้ ซึ่งยุทธศาสตร์การพัฒนากระบวนการยุติธรรมเป็นกลไกสำคัญต่อการบริหารจัดการกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยแนวทางการดำเนินการมีด้วยกันหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งสถาบันพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นกลไกในการพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่สอดคล้องศาสนา วัฒนธรรม และแนวทางที่สำคัญที่สุด คือการปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายอิสลามสอดคล้องกับความจริงภายใต้ รัฐธรรมนูญ อาทิ กฎหมายครอบครัวและมรดก ในส่วนของคนนอกพื้นที่ ก็จำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้าใจอย่างถูกต้อง มิเช่นนั้น จะเกิดปัญหาการคัดค้านและต่อต้านวิธีการแก้ปัญหาที่จำเป็น สอดคล้องกับพื้นที่เป็นการเฉพาะ เพื่อชีวิตคนในพื้นที่อยู่อย่างสงบสุข เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและสร้างความไว้วางใจระหว่างกันในท้ายที่สุด การอยู่ร่วมกันในสังคมปกติต่อไป
ทั้งนี้ ในวันที่ 1 ต.ค. จะเริ่มนำร่องการทดลองใช้กฎหมายเฉพาะถิ่นในชุมชนเล็กๆ หลังจากนั้น จะเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ถึงแผนยุทธศาสตร์การอำนวยความยุติธรรม ควบคู่กับกฎหมายอิสลาม ที่ใช้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ไม่มีบังคับในกฎหมายอาญา และในปีงบประมาณ 2554 จะจัดตั้งสถาบันพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อทำหน้าที่ศึกษาวิจัยงานชุมชนในพื้นที่ และเป็นกฎหมายบังคับใช้ในชุมชน



