
โศกนาฏกรรมเรือล่ม หรือจะจบแค่นายท้าย?
โศกนาฏกรรมเรือล่ม หรือจะจบแค่นายท้าย?
ฟังความจากคำสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านถ้อยแถลงของ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมตรี ที่บอกทำนองว่าการสอบสวนโศกนาฏกรรมเรือล่มที่พระนครศรีอยุธยาไม่ควรจะสรุปลงง่ายๆ ด้วยการเล่นงานปลาซิวปลาสร้อย
"ขั้นตอนแรกให้สอบสวนว่ามีใครที่ีมีส่วนเกี่ยวข้องในการประมาทเลินเล่อ หรือคิดถึงแต่เรื่องผลกำไร โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย จากนั้นก็ดูเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับการจราจรทางน้ำที่มีอยู่แล้ว แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องละเลยไม่ปฏิบัติ ขณะเดียวกันผู้โดยสารเองก็อาจขึ้นเรือโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าจำนวนนั้นแน่นเกินไป และในส่วนตัวโป๊ะนั้น อาจต้องใช้อำนาจในการตรวจสอบ ซึ่งรวมไปถึงโป๊ะท่าเรืออื่นๆ ด้วย”
ตามแนวทางที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้นี้ หากโฟกัสไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการจราจรทางน้ำ “ผู้ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ละเลยหรือไม่” ฟังเท่านั้นคงพอเห็นภาพเลาๆ ว่า หน่วยงานที่ควรจะต้องเข้ามาแสดงความรับผิดชอบเช่นว่าคือหน่วยงานใด ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการขยายความโดย อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่บอกว่า จะต้องสอบสวนไปถึงเรื่องการจดทะเบียนเรือ การตรวจสอบเรือ การออกใบอนุญาตผู้ควบคุมเรือ ท่าเรือ และลักษณะของเรือ การติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตในเรือ การลาดตระเวนตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางที่เกิดเหตุ
ว่ากันตามตัวบทกฎหมาย หน่วยงานราชการที่จะต้องเข้ามามีบทบาทรับผิดชอบโดยตรงจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากกรมเจ้าท่า ซึ่งถูกสอบถามแบบเฉี่ยวไปเฉี่ยวมานับตั้งแต่วันแรกๆ เพราะ “เป้าหมาย” ยังไม่ได้มุ่งตรงมาที่หน่วยงานนี้ ด้วยความสนใจของสังคมยังเกาะติดอยู่กับ เจ้าของเรือ และคนขับเรือ ซึ่งผู้มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายก็คือ ตำรวจ
จะเรียกขานภารกิจของเขาอย่างไรก็ตามที นายท้ายเรือ ผู้ควบคุมเรือ หรือคนขับเรือ ในวันนี้ “วิรัช ชัยศิริกุล” ผู้มีอายุปาเข้าไป 60 ปีแล้ว ตามกฎหมายเขาต้องรับผิดทางอาญาแบบเต็มๆ อยู่แล้ว แต่ประเด็นที่คงค้างคาใจใครหลายๆ คนคือ โศกนาฏกรรมผลาญคร่าผู้คนไปถึง 28 ชีวิต จะปิดฉากลงด้วยปลาซิวปลาสร้อยเพียงแค่นี้หรือ
“วิทยา ยาม่วง” ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 2 กล่าวกับมติชนออนไลน์ว่า กรมเจ้าท่าได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเหตุการณ์เช่นกัน แต่ในเบื้องต้นได้สรุปข้อผิดพลาดที่เกิดจากการ "บังคับเรือ” คือ
“เมื่อนำมาขึ้นฝั่งที่คานเรือศรีเจริญแล้วพบว่า รอบแผลแตกของท้องเรือใหญ่มาก ชัดเจนว่าต้องชนกับของแข็งใต้น้ำอย่างรุนแรง แต่การชนเกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่เรือ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาแล้ว”
การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าพบว่า เรือโดยสารลำนี้บรรทุกน้ำหนักเกินอย่างที่รู้กันว่า ขออนุญาตบรรทุก 50 คน แต่มีคนอยู่บนนั้นมากกว่า 100 คน วิ่งด้วยความเร็ว และเร่งเครื่องแซงเรือบรรทุกทราย ที่กำลังลากพ่วงบรรทุกเข้าโค้งน้ำ โดยเป็นการแซงทางด้านขวาของเรือทราย จนช่องว่างระหว่างเรือทรายกับแนวตลิ่งมีน้อย ทำให้เรือลำที่จมมีพื้นที่แล่นได้ไม่มากนัก และเมื่อเรือเข้าไปอยู่ระหว่างกลาง ด้วยความแรงของเรือและแรงกระแทกของคลื่น ทำให้เรือเสียการควบคุมทิศทาง หัวเรือเริ่มเบนเข้าหาตลิ่ง
สำหรับเหตุการณ์คับขันเฉพาะหน้า เป็นที่รู้กันดีในหมู่คนขับเรือทั้งหลายว่า เรือไม่มีเบรก การชะลอความเร็วเรือทำได้อย่างเดียวคือใส่เกียร์ถอยหลัง แต่ขณะเรือเร่งเครื่องเพื่อแซงนั้นอยู่ในความเร็วที่บวกกระแส "ตามน้ำ” อันยากจะชะลอเรือได้ นี่ยังไม่รวมถึงประสิทธิภาพ หรือกำลังเครื่องยนต์ขณะเดินเกียร์ถอยว่ามีประสิทธิภาพมากพอหรือไม่
“คนขับเรือพยายามจะถอยหลัง หรือเรียกว่าการเบรกความเร็ว แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก จนทำให้เรือพุ่งเข้าหาเขื่อนปูนหน้าวัด ที่เป็นสันเขื่อนด้านล่างยื่นมาจากตลิ่ง 3 เมตร ยาว 32 เมตร จนเกิดการกระแทกอย่างแรงเข้าที่ท้องเรือด้านขวา และแตกเป็นแผลยาวถึง 9 เมตร 60 เซนติเมตร ทำให้น้ำทะลักเข้าท้องเรือ ตรงจุดนี้แน่นอนว่า คนขับเรือประมาทมากในการขับเรือจนเกิดเหตุขึ้น”
แนวทางการสอบสวน ถ้าหากปิดคดีลงเพียงนี้ ก็เท่ากับ นายท้ายวิรัชรับไปคนเดียวเต็มๆ คือกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย กระทำโดยประมาททำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ควบคุมเรือขณะที่ใบอนุญาตหมดอายุ ควบคุมเรือโดยบรรทุกผู้โดยสารเกินกว่ากำหนด
โดยในส่วนของคดีอาญาทางตำรวจได้ทำสำนวนแล้ว ส่วนของกรมเจ้าท่าได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบเช่นกัน ส่วนเจ้าของเรือ อยู่ระหว่างการสอบสวน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการสอบสวนของกรมเจ้าท่าที่มุ่งไปยังอุบัติเหตุทางน้ำครั้งนี้ จะพบว่า ตั้งแต่ต้นทางจนถึงจุดเกิดเหตุ ที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคมนาคมตั้งข้อสงสัยนั้น ล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่าทั้งสิ้น นี่ยังไม่รวมถึงแนวเขื่อนที่ยื่นลงมาในตลิ่งถึง 3 เมตร ซึ่งต้องมีคำถามว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร อีกทั้งการเดินเรืออย่างไร้ระเบียบ เช่น แซงทางขวาแบบการขับรถยนต์ ทั้งที่ถูกแล้ว การจราจรทางเรือกำหนดในทิศตรงกันข้ามกับถนนบนทางบก ฯลฯ
นับจากนี้ คณะกรรมการสอบสวนจะต้องเร่งทำความจริงให้กระจ่าง ในเรื่องต่อไปนี้
1.การจดทะเบียนเรือ 2.การตรวจสอบเรือ 3.การออกใบอนุญาตผู้ควบคุมเรือ 4.ท่าเรือ และลักษณะของเรือ 5.การติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตในเรือ และ 6.การลาดตระเวนตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางที่เกิดเหตุ
กรมเจ้าท่า จะตอบคำถามว่าอย่างไร
/////////////////////////



