
เล่าเรื่องจากเมืองจีน
คอลัมน์ ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังมีการกวาดล้างเครือข่ายการท่องเที่ยวแบบศูนย์เหรียญ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับนักท่องเที่ยวชาวจีนและผู้ประกอบการชาวจีน ช่วงเวลาเดียวกันนั้นผมเดินทางไปทำงานอยู่ในประเทศจีนพอดี และมีโอกาสได้พูดคุยกับชาวจีนหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทำมาหากินด้านการท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ชาวจีนหลายคนบอกกับผมว่า พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงการรับหน้าที่พาคนจีนมาเที่ยวในประเทศไทย เพราะไกด์คนไทยที่พูดภาษาจีนได้มีไม่พอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวชาวจีน
ครั้นพอพวกเขาต้องมาช่วยทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาไทยเป็นจีนให้นักท่องเที่ยวชาวจีนฟัง ก็กลายเป็นช่องว่างให้เกิดการจับกุมหรือรีดไถในข้อหาว่า เป็นคนต่างชาติทำหน้าที่มัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต พวกเขาจึงหลีกเลี่ยงประเทศไทยและชอบที่จะไปทำหน้าที่พาคนจีนไปเที่ยวในประเทศอื่น มากกว่า แม้จะได้เงินน้อยกว่ามีงานให้ทำน้อยกว่า แต่ก็ปลอดจากปัญหาหยุมหยิม
นอกจากนี้ ผมยังมีโอกาสได้คุยเรื่องธุรกิจต่างๆ ที่น่าสนใจเช่น คนไทยในอดีตที่ผ่านมาเพียงไม่กี่ปี เมื่อคิดถึงการไปท่องเที่ยวและจับจ่ายซื้อสินค้า ก็มักจะนึกถึงเสินเจิ้น ซึ่งเป็นเมืองเกิดใหม่เปิดมาเพื่อทำการค้าขายสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าลอกเลียนแบบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์, นาฬิกา, เสื้อผ้า, กระเป๋า, เครื่องกีฬา ฯลฯ ยี่ห้อดังๆ ทั้งหลายในโลกนี้ล้วนมีของเทียมเลียนแบบจำหน่ายที่เสินเจิ้นทั้งสิ้น
แต่ปัจจุบันนี้อาคารจำหน่ายสินค้าลอกเลียนแบบที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า “มาบุญครองเสินเจิ้น” แทบจะกลายเป็นอาคารร้างไปแล้ว เหลือแต่แผงขายสินค้าลอกเลียนแบบไม่มากนัก ถามไถ่ชาวจีนได้ความว่าปัจจุบันนี้ผู้ผลิตสินค้าของจีนถูกทางราชการกดดันและจับกุมเข้มงวดมากขึ้น ผู้ผลิตจึงหันมาผลิตสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของตนเองแทน แต่ก็ยังมีผู้ผลิตอีกจำนวนหนึ่งที่แม้จะผลิตสินค้าภายใต้ตราของตนเองแล้ว แต่ยังผลิตภายใต้รูปร่างลักษณะเหมือนกันกับสินค้ายี่ห้อดังระดับโลกอยู่ เรียกว่าเพียงแค่เปลี่ยนชื่อยี่ห้อเท่านั้น
ขณะที่มีผู้ผลิตอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ยอมลงทุนคิดค้น, พัฒนา และออกแบบสินค้าของตนเองขึ้นมา และทำการตลาดตามหลักวิชาการเพื่อก้าวขึ้นไปสู้กับสินค้าแบบเดียวกันยี่ห้อต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันสินค้าจำนวนมากภายใต้ยี่ห้อของผู้ผลิตจีนก็สามารถก้าวออกนอกประเทศมาสู้กับสินค้าของญี่ปุ่นและฝรั่งจากยุโรปและอเมริกาได้อย่างสมศักดิ์ศรี
ในขณะเดียวกันสิ่งที่จีนและไทยเดินสวนทางกันอย่างยิ่งก็คือ วิถีชีวิตในการจับจ่ายใช้สอยของผู้คนในเมืองใหญ่ที่การจราจรติดขัด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองเล็กที่ห่างไกล คนจีนเริ่มนิยมซื้อสินค้าผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ทำให้อัตราการเติบโตของห้างสรรพสินค้าลดลง บางเมืองถึงขั้นที่ห้างสรรพสินค้าที่มีอยู่แล้วต้องปิดกิจการหรือปรับขนาดลงไปด้วยซ้ำ สวนทางกับธุรกิจซื้อขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตและธุรกิจรับจ้างจัดส่งสินค้าที่เติบโตขึ้นมากอย่างรวดเร็ว เช่น อาลีบาบา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลกว่าเป็นบริษัทเปิดใหม่ไม่กี่ปีแต่สามารถทำกำไรได้มหาศาลทีเดียว คนจีนจึงแปลกใจที่ประเทศไทยมีข่าวเปิดห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เกิดขึ้นแทบจะทุกเดือน ซึ่งคำตอบน่าจะเป็นเรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต่างกันมากกว่าอย่างอื่นนั่นเอง



