ข่าว

ห้วงเวลาหลังเกษียณ

ห้วงเวลาหลังเกษียณ

19 ก.ย. 2559

คอลัมน์ เงินทองต้องรู้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 

          เคยมีคำกล่าวไว้ว่า “ให้คิดถึงชีวิตหลังเกษียณ ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน” เพราะนั่นหมายถึงเราจะมีเวลามากมายในการเตรียมพร้อมหลังเกษียณ และแน่นอนว่า เมื่อกำหนดเป้าหมายไว้เสียแต่เนิ่นๆ ก็ย่อมสร้างโอกาสในการเกษียณสุขได้มากขึ้น

          “ห้วงเวลาหลังเกษียณ” นั้นสำคัญมาก เคยคุยกับคุณวีระ ธีรภัทร ในรายการ “เงินทองต้องรู้” คุณวีระบอกว่า เคยคิดคร่าวๆ ว่า เงินที่เราหามาได้ตลอดชีวิตการทำงาน (นับเป็นตัวเลขกลมๆ ก็ราว 40 ปี) ประมาณ 80% จะหมดไปในช่วงชีวิตหลังเกษียณนี่แหละ ซึ่งถ้าเตรียมสุขภาพทางการเงินไว้เพียงพอ ประกอบกับมีสุขภาพกายที่ดีพอเหมาะพอสมกับวัย และมีสุขภาพใจที่ดี ชีวิตหลังเกษียณก็จะเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน อยู่กับครอบครัว ลูกหลาน ท่องเที่ยว ทำงานอดิเรกที่ชอบ ดูแลสุขภาพ และบางคนก็อาจจะมีโอกาสช่วยเหลือสังคมมากขึ้น

          ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในห้วงเวลานั้น คือ “รายได้หลัก” จากที่เคยเป็นเงินเดือนหรือรายได้จากงานประจำ จะเปลี่ยนเป็นรายได้จากเงินออม หรือเงินสะสมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมถึงกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ  (อาร์เอ็มเอฟ) ซึ่งเป็นเงินก้อนสุดท้ายของชีวิต

          แน่นอนว่า การบริหารเงินก้อนสุดท้ายให้เกิดดอกออกผลมากที่สุด ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของคนวัยเกษียณ ต้องคำนึงถึง “ความปลอดภัยของเงินต้น” เพราะถ้าเสียแล้วก็เสียเลย ไม่มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ เก็บออมใหม่หรือหาได้ใหม่เหมือนคนวัยทำงาน คำแนะนำมาตรฐาน คือ ต้องเลือกลงทุนในแหล่งที่มีความเสี่ยงต่ำ ได้รับผลตอบแทนแน่นอน และถ้าจะให้ดี ก็ต้องคุ้มครองเงินต้น ซึ่ง “พันธบัตรรัฐบาล” และ “เงินฝากธนาคาร” น่าจะเป็นฐานที่มั่นให้แก่คนวัยเกษียณได้ดีที่สุด

          คงจะจริงว่า ‘คนแก่’ ก็เหมือน ‘เด็ก’ เพราะพอพ้นวัยทำงานเข้าสู่วัยเกษียณ ก็ต้องกลับไปหาอะไรที่เป็นพื้นฐาน เป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องเงินทอง แต่น่าเสียใจแทนอยู่ไม่น้อย ที่บางครั้งเรื่องพื้นฐานอย่าง “เงินฝากแบงก์” ก็ทำให้ผู้ใหญ่วัยเกษียณที่หลายท่านไม่คุ้นเคยกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ต้องเข้าใจผิด และถึงกับ “เสียรู้” มานักต่อนัก

          “เงินทองต้องรู้” วันนี้จึงขออนุญาตพาย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ “เงินฝาก” ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานก็จริง แต่ก็มีเรื่องควรรู้ และมีคำแนะนำจาก ศคง. เพิ่มเติม เพื่อให้เราเข้าใจเรื่องของบัญชีและรู้วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับเงินฝากแบงก์ให้มากขึ้น

          ศคง. แนะนำว่า ผู้ฝากเงินกับธนาคารอาจจะเข้าใจรายละเอียดและเงื่อนไขการฝากเงินมากน้อยแตกต่างกันไป และอาจมีบางส่วนเชื่อว่า เมื่อฝากเงินก็ต้องได้รับดอกเบี้ยตามที่โฆษณาเป็นผลตอบแทนอย่างแน่นอน แต่ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ด้านเงินฝากมีหลากหลายรูปแบบ และบางรูปแบบมีเงื่อนไขที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น ถ้าถอนก่อนกำหนดจะไม่ได้รับดอกเบี้ยตามที่สถาบันการเงินประกาศ หรือถ้าถอนเงินมากกว่าจำนวนครั้งที่กำหนดใน 1 เดือนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการถอน ดังนั้น ผู้ฝากจึงควรศึกษาเงื่อนไขต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อช่วยทำให้เราได้รับผลตอบแทนจากการฝากเงินตามเป้าหมายที่เราวางไว้ หรือไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมโดยไม่ได้ตั้งใจ

          บัญชีเงินฝากแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ เงินฝากออมทรัพย์ (หรือเผื่อออม หรือเผื่อเรียก หรือเผื่อใช้) เงินฝากประจำ และเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ฝากส่วนใหญ่จริงๆ ก็มีเพียง 2 บัญชีแรก ได้แก่ เงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำ

          บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เป็นบัญชีที่มักไม่กำหนดระยะเวลาและจำนวนครั้งในการฝากถอน มักใช้ร่วมกับบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิต และสามารถใช้หักบัญชีอัตโนมัติเพื่อชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ บัญชีประเภทนี้จะกำหนดเงินฝากขั้นต่ำไว้ไม่สูงนัก แต่ผลตอบแทนหรืออัตราดอกเบี้ยก็จะ ค่อนข้างต่ำ และคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน ดังนั้น บัญชีประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินในระยะสั้น มีสภาพคล่องเผื่อไว้กรณีต้องการทยอยถอนเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน ใช้ทำรายการผ่านบัญชีธนาคาร เช่น รับโอนเงินเดือนหรือชำระค่าสาธารณูปโภค

          คำแนะนำสำหรับผู้ฝากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ คือ 1.ควรปรับสมุดบัญชีและตรวจสอบความถูกต้องของรายการธุรกรรมที่เกิดขึ้นในบัญชีอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิต และหากพบว่ามีรายการที่ไม่ถูกต้องก็ให้รีบติดต่อธนาคารเพื่อขอตรวจสอบและแก้ไขโดยด่วน 2.ควรศึกษาเงื่อนไขของแต่ละประเภทบัญชีให้ละเอียดก่อนเลือกใช้บริการ  เนื่องจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์บางประเภทอาจกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมโดยเฉพาะจำนวนครั้งที่ผู้ฝากจะถอนได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม เช่น กรณีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าแบบธรรมดา อาจกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าค่าธรรมเนียมการถอนฟรี 2 รายการแรกต่อเดือน รายการต่อไปเสียค่าธรรมเนียม 500 บาทต่อรายการ

          3.ควรเลือกเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เท่าที่จำเป็นต้องใช้ เพราะหากมีหลายบัญชีเกินความจำเป็นและไม่มีการบริหารจัดการที่ดีพอ เช่น บัญชีที่ไม่เคลื่อนไหวเกินเวลาหรือมียอดเงินคงเหลือในบัญชีต่ำกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด จะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรักษาบัญชี

          นอกจากนั้น ธนาคารมักแนะนำให้ลูกค้าที่เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทำบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตควบคู่ด้วยเพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรม เช่น ถอนหรือโอนเงิน แต่ที่จริงแล้วเรายังคงสามารถเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์โดยไม่จำเป็นต้องทำบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิต เพราะเมื่อเราตกลงทำบัตรเราก็จะมีภาระที่ต้องจ่าย ซึ่งจะมีทั้งค่าธรรม​เนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีของบัตรด้วย โดยแต่ละธนาคารจะกำหนดไว้แตกต่างกัน ดังนั้น หากเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้หรือมีบัตรอยู่แล้ว เราก็มีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ทำบัตร

          เรื่องหลังนี่ต้อง “ขีดเส้นใต้” ไว้เลยว่า ผู้บริโภคหรือลูกค้าผู้ฝากเงิน “มีสิทธิปฏิเสธ” เพราะล่าสุดมีเรื่องร้องเรียนที่ลูกชายไปใช้บริการที่แบงก์ แล้วเจ้าหน้าที่พยายามหว่านล้อมให้ทำบัตรที่มีค่าธรรมเนียมสูง แต่เมื่อลูกชายปฏิเสธ แบงก์ก็ต้องยอมตามนั้น เรื่องก็น่าจะจบ แต่ปรากฏว่า คุณพ่อของชายหนุ่มท่านนี้ก็ไปเปิดบัญชีที่แบงก์เหมือนกัน ทำอีท่าไหนอย่างไรไม่รู้ กลายเป็นคุณพ่อบอกว่า แบงก์บอกว่า “ต้องทำบัตรนี้” จากเงินเปิดบัญชีที่ถือไป 1,000 บาท กลายเป็นเปิดบัญชีได้แค่ 301 บาท เพราะเสียค่าธรรมเนียม ค่าทำบัตรโน่นนี่ไป 699 บาท โดยที่คุณลูกยืนยันว่า บัตรที่พ่อทำมานั้น “เกินความจำเป็น”

          น่าเห็นใจคุณลุงคุณป้าคุณพ่อคุณแม่วัยหลังเกษียณที่หลายๆ ท่านก็ห่างหายจากการทำธุรกรรมกับธนาคารมานานพอสมควร หรือจะว่าไป เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่แค่ปัญหาของ “วัยเกษียณ” เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกวัยที่ใช้บริการทางเงินพึงรู้

          วันนี้เขียนแค่เรื่อง “บัญชีออมทรัพย์” ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากที่พื้นฐานสุดๆ ยังมีเรื่อง “ควรรู้” มากมาย สัปดาห์หน้าลองมาดูเงินฝากประเภทอื่นๆ กันต่อ ว่า เงินทองยังมีเรื่อง “ต้องรู้” อะไรอีกบ้าง