
แผนไทยเข้มแข็งหนุนความเชื่อมั่นดัชนีผู้บริโภคก.ค.เพิ่มขึ้น-ห่วงน้ำมันแพงดันรายจ่ายสูง
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคกระเตื้อง ดัชนีเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสอง หวังมีการจ้างงานเพิ่ม แต่ยังห่วงราคาน้ำมันแพงกดดันค่าครองชีพ ขณะที่รายได้ไม่เพิ่มขึ้น
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคม 2552 ว่า ดัชนีอยู่ที่ระดับ 73.4 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 จากเดือนมิถุนายนที่อยู่ระดับ 72.5 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 66.3 เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 เช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็ยังต่ำกว่าระดับ 100 ซึ่งเชื่อว่าอาจต้องรออีกอย่างน้อย 2 ปี กว่าสถานการณ์การใช้จ่ายและความเชื่อมั่นจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
สำหรับปัจจัยหลักที่ทำให้ดัชนีเพิ่มขึ้น มาจากความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 วงเงิน 1.43 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนในปี 2553-2555 โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ จะมีเงินเข้าระบบเพิ่มจากงบประมาณปี 2553 อีก 2 แสนล้านบาท จะส่งผลด้านจิตวิทยาเชิงบวกแก่ผู้บริโภค และทำให้เกิดการจ้างงาน
ส่วนปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ได้แก่ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และการส่งออกเดือนมิถุนายนที่ยังติดลบ 26.4% นอกจากนี้ การระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ส่งผลทำให้ผู้บริโภคกังวลว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจ รวมทั้งกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพการเมืองปัจจุบัน และการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจปีนี้ใหม่ว่าจะติดลบ 3.0-4.5% จากเดิมที่คาดเศรษฐกิจปีนี้จะติดลบ 1.5-3.5% ขณะเดียวกันก็กังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่อยู่ระดับสูง ขณะที่รายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
“เรายังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเต็มที่หลังกลางปีหน้า และปัจจัยที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจยังจะมาจากการลงทุนภาครัฐเป็นหลัก" นายธรวรรธน์กล่าว
นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ขณะนี้อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มดีขึ้น แต่มองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวน่าผิดหวังเล็กน้อย เพราะการใช้จ่ายของภาครัฐยังไม่ยั่งยืน และอัตราว่างงานยังมีอยู่ รวมถึงดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจต่างๆ ยังไม่นิ่ง โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเต็มที่ต้องใช้เวลาอีก 2 ปีหรือมากกว่านั้น



