
โลกสะเทือนยาม ฮิลลารี คลินตัน วูบกลางงาน 9/11
เปิดโลกวันอาทิตย์ โดย บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
เหลือเชื่อจริงๆ โลกถึงกับสะเทือนเลื่อนลั่นเมื่อมีข่าวและภาพข่าวว่านางสิงห์เหล็ก ฮิลลารี คลินตัน ล้มป่วยกะทันหัน เกิดอาการ “วูบ” ถึงขั้นเซคล้ายจะเป็นลม จนต้องประคองออกจากงานพิธีรำลึกวันครบรอบ 15 ปีเหตุการณ์ 11 กันยา ก่อนที่แพทย์ประจำตัวของเธอจะแถลงในภายหลังว่าเธอป่วยเป็นโรคปอดบวม แต่อาการดีขึ้นแล้วเพียงแค่ต้องพักผ่อนให้มากๆ และต้องงดหาเสียงชั่วคราว ปล่อยให้อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน และประธานาธิบดีบารัก โอบามา ช่วยกันหาเสียงแทนชั่วระยะหนึ่งก่อน จากเดิมที่เธอมีกำหนดการปราศรัยหาเสียงแน่นเอี้ยดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจะมีการหย่อนบัตรเลือกตั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายน
แต่ไม่น่าเชื่อว่าผลสำรวจความคิดเห็นมะกันชนผู้มีสิทธิออกเสียงจัดทำโดย “มอร์นิง คอนซัลต์” สื่อดิจิทัลที่ไม่เลือกข้าง พบว่ามีกลุ่มตัวอย่างราว 55 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าเธอกำลังปกปิดหรือพยายาม “โกหก” ประชาชนถึงอาการที่แท้จริง ขณะที่ 50 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่า ข้อมูลด้านอาการเจ็บป่วยที่ทีมหาเสียงของฮิลลารี ออกมาแถลงนั้น ล้วนแล้วแต่เป็น “ข้อมูลเท็จ” ความเชื่อนี้มีขึ้นหลังจากมีเสียงซุบซิบที่กระหึ่มไปทั่วว่าเธอพยายามปิดบังเรื่องนี้ไม่ให้ใครรู้ ยกเว้นคนในครอบครัวและผู้ช่วยคนสนิทเท่านั้น แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ร่วมคณะหาเสียงก็ไม่ทราบ เพราะเกรงว่าการป่วยของเธอจะส่งผลเสียต่อคะแนนเสียง และถูกคู่แข่งใช้เป็นประเด็นในการโจมตีเธอ
ดูเหมือนว่ายิ่งพยายามปิดบัง ข่าวลือว่าเธอเจ็บหนักก็ยิ่งบานปลายออกไป เห็นได้จากผลการสำรวจความเห็นของมอร์นิง คอนซัลต์ที่พบว่ามีอยู่ 22 เปอร์เซ็นต์ หรือกว่า 1 ใน 5 มั่นใจเต็มร้อยว่าถ้าฮิลลารีได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศ เธอจะเสียชีวิตก่อนจะอยู่ครบวาระ 4 ปี เทียบกับกลุ่มที่ไม่ค่อยแน่ใจว่าเธอจะอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระที่มีอยู่ราว 12 เปอร์เซ็นต์
ที่ห่วงกันมากก็คือเกรงว่าการป่วยครั้งนี้จะทำให้นางสิงห์ฮิลลารีไม่พร้อมที่จะโต้วาทีสดกับโดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก ซึ่งถือเป็นนัดสำคัญเพื่อจะแย่งชิงคะแนนเสียงจากผู้ที่ยังลังเลใจว่าจะเลือกใคร
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญการเมืองของสหรัฐบางคนมองว่า การป่วยของฮิลลารีมีข้อดีอยู่บ้างตรงที่ช่วยพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเธอเป็นนักการเมืองหญิงผู้ทรงอิทธิพลมากขนาดไหน
(จอห์น แมคเคน/โรนัลด์ เรแกน )
นักเล่นหุ้นบางคนถึงกับกังวลว่าข่าวนี้อาจทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วนได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยมีนักการเมืองชื่อดังหลายคนล้มป่วยขณะหาเสียงมาแล้ว เนื่องจากพักผ่อนไม่พอประกอบกับมีอายุมาก อย่างแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจระหว่างหาเสียงชิงทำเนียบขาวเมื่อปี 2487 แต่ก็อดทนหาเสียงต่อไปจนชนะเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 4 (ก่อนหน้าที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำกัดการวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีให้ไม่เกิน 2 สมัย) คนสนิทของรูสเวลท์เองก็ปิดปากเงียบไม่ยอมกระโตกกระตากให้ใครรู้ว่าอาการของรูสเวลท์หนักมากขนาดไหน สุดท้ายรูสเวลท์ก็เสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่งได้เพียงปีเดียว
นักการเมืองอีกหลายคนที่ล้มป่วยขณะหาเสียงอย่างโรนัลด์ เรแกน หรือบ็อบ โดล และวุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคน ซึ่งลงสมัครชิงเป็นตัวแทนพรรคตราช้างรีพับลิกันแต่พ่ายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ในปี 2551 เมื่อมีข่าวลือว่าพบเนื้อร้ายในระยะเริ่มแรก แมคเคน ถึงกับให้นักข่าวดูบันทึกทางการแพทย์หนา 1,173 หน้าเพื่อยืนยันว่าตัวเองยังแข็งแรงสามารถรับใช้ชาติไปได้อีกนาน
ในรายของฮิลลารี คลินตันกลับต่างออกไป ข่าวลือเรื่องสุขภาพแพร่สะพัดเป็นระยะๆ บนสื่อออนไลน์ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากการแชทในทวิตเตอร์ไปจนถึงไลน์ของทรัมป์ แล้วสื่อกระแสหลักได้นำไปขยายกลายเป็นประเด็นใหญ่ จนมีการตั้งคำถามว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิดของฝ่ายทรัมป์หรือไม่ เพราะพยายามขยายประเด็นว่าเธอมีปัญหาสุขภาพที่หนักหนาสาหัสมากกว่าภาพที่เห็นมาก
ผู้ใช้ทวิตเตอร์เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของเธอตั้งแต่ต้นฤดูร้อน โดยใช้แฮชแท็ก #HillaryHealth. ต่อมาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม เว็บไซต์ Infowars ซึ่งดำเนินการโดยอเล็กซ์ โจนส์ นักทฤษฎีการสมคบคิดที่เริ่มพิมพ์รายงานต่อเนื่องเรื่องสุขภาพของฮิลลารีว่ากำลังแย่ลง โดยใช้คลิปที่เธอพูดติดตลกกับนักข่าวเอพีว่ามักจะเป็นไซนัสแม้กระทั่งเวลาอยู่ต่อหน้าฝูงชน อีก 3 วันต่อมา แม็ตต์ ดรูดจ์ บล็อกเกอร์หัวอนุรักษ์แพร่ภาพคนสนิทกำลังช่วยประคองเธอซึ่งลื่นตกบันได และยังเปิดประเด็นว่าปัญหาด้านสุขภาพของฮิลลารีจะเป็นประเด็นใหญ่ในช่วงหาเสียง
ปัญหาก็คือ ภาพนี้ถ่ายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์หลังเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้ว เธอยังคงหาเสียงตามปกติเรื่อยมา แต่ Infowars ยังคงเกาะติดเรื่องนี้ โดยกล่าวว่า คนสนิทที่ช่วยประคองฮิลลารีตอนตกบันไดนั้น แท้ที่จริงเป็นแพทย์และอุปกรณ์ที่ถืออยู่ในมือก็คือเข็มฉีดยารูปร่างเหมือนปากกาเพื่อฉีดยายาไดอะซีแพม หรือที่รู้จักในชื่อ ยาแวเลียม ซึ่งออกฤทธิ์เร็วแก้อาการชักหรือเครียด แต่ผลการตรวจสอบของเว็บไซต์ Snopes บอกว่าที่จริงเป็นไฟฉายเล็กๆเท่านั้น
หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์เดอะเนชั่นแนล เอ็นไควร์เรอร์ ที่สนับสนุนทรัมป์ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม เสนอข่าวเจาะพิเศษเรื่อง "วิกฤติลับด้านสุขภาพของฮิลลารี คลินตัน” วันเดียวกันนั้น รายการแชทโชว์ช่วงไพรม์ไทม์ของฟ็อกซ์นิวส์ ได้นำประเด็นนี้มาต่อยอดโดยนำผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลายคนมาให้ความเห็นเพื่อยืนยันข้อสมมุติฐานนั้น แต่ 2-3 วันหลังจากนั้นทั้งซีเอ็นเอ็น วอชิงตันโพสต์ และอีกหลายสื่อต่างช่วยกันหักล้างข่าวของฟ็อกซ์นิวส์ ชี้ว่านำเสนอข่าวอย่างไม่รอบคอบ
การถกเถียงนี้นับว่าเข้าทางของทรัมป์วัย 70 ปี ที่ฉวยโอกาสเหน็บฮิลลารีซึ่งอ่อนกว่า 2 ปีว่าไม่แข็งแรงพอที่จะเป็นประธานาธิบดี นอกเหนือจากขาดความเข้มแข็งทางใจและทางกายที่จะจัดการกับกลุ่มไอเอส ฝ่ายหาเสียงของฮิลลารีจึงปักใจเชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการสมคบคิดที่จะนำปัญหาสุขภาพของเธอมาเป็นประเด็นว่าไม่พร้อมจะขึ้นมาบริหารประเทศ
แต่ข้อโต้แย้งนี้ก็ไม่ได้ผล แม็ตต์ ดรูดจ์ บล็อกเกอร์ชื่อดังได้นำเสนอซ้ำเรื่องสุขภาพของเธอในรายงานเรื่อง “หมอนเพื่อฮิลลารี” มีภาพว่าเธอต้องนั่งกอดหมอนไว้เหมือนกับว่าจะช่วยกันไม่ให้ล้ม ด้านโฆษกหญิงของทรัมป์ได้แถลงที่เอ็มเอสเอ็นบีซีว่าฮิลลารีเริ่มมีปัญหาในการสื่อสารด้วยการพูด จากนั้นไม่นานก็มีภาพของเธอที่ไออย่างหนักระหว่างหาเสียง แม้ว่าจะพยายามจิบน้ำช่วยแต่ก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้นแต่อย่างใด
รายงานในระยะหลังๆ จะเท้าความไปถึงเรื่องที่เธอเคยล้มป่วยจากอาการลิ่มเลือดอันเป็นอาการบ่งชี้อย่างหนึ่งของโรคเส้นเลือดอุดตันในสมอง ที่เคยเป็นจนทำให้เดินล้มปี 2555 แม้ว่าแพทย์จะยืนยันเธอฟื้นตัวแล้วจากการผ่าตัด ในรายงานของแพทย์ประจำตัวเมื่อปีที่แล้วย้ำว่าสุขภาพของเธอเยี่ยมมากพร้อมที่จะทำหน้าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ได้อย่างสบายๆ แต่บล็อกเกอร์หลายคนโต้ว่าอาการนี้ยังไม่หายดี หลายคนได้ตั้งคำถามถึงความแตกต่างระหว่างว่า “แข็งแรงจนสามารถ” กับ ”รายงานลับเรื่องวิกฤติสุขภาพที่เสี่ยงต่อชีวิต”
การตอกย้ำแต่เรื่องสุขภาพของฮิลลารี คลินตัน ทำให้มะกันชนเริ่มเชื่อมากขึ้นว่าเธอไม่แข็งแรงมากพอที่จะทำหน้าที่ประธานาธิบดี จนทำให้คะแนนเสียงเริ่มตกต่ำลง ตามด้วยการคำถามอย่างน้อย 2 ประเด็นใหญ่ว่าถ้าอาการป่วยของเธอมีแต่ทรุดลงจนถึงขั้นต้องถอนตัวจากการชิงทำเนียบขาว แล้วพรรคตราลาเดโมแครตจะมีกระบวนการคัดเลือกตัวแทนคนใหม่อย่างไรบ้าง ในเมื่อการหาเสียงใกล้จะถึงโค้งสุดท้ายแล้ว
ทั้งนี้ ในธรรมนูญของพรรคตราลาระบุว่า คณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครต (ดีเอ็นซี) ซึ่งทำหน้าที่บริหารพรรคไม่สามารถชี้เป็นชี้ตายว่าผู้ได้รับเลือกเป็นตัวแทนของพรรคนั้นไม่พร้อมจะหาเสียงต่อ ต้องให้เจ้าตัวประกาศถอนตัวเองและเมื่อถอนตัวแล้วจึงเข้ากฎเกณฑ์ของพรรคที่จะสรรหาผู้สมัครคนใหม่เป็นกรณีพิเศษ
โดยดีเอ็นซีจะเปิดประชุมฉุกเฉิน แล้วลงมติด้วยเสียงข้างมากว่าจะหาใครมาเป็นตัวแทนพรรคคนใหม่ ซึ่งจะเป็นใครที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้ที่เธอเลือกเป็นคู่ชิงในตำแหน่งรองประธานาธิบดี ในกรณีนี้ก็คือส.ว.ทิม เคน ซึ่งจะไม่มีอภิสิทธิ์เหนือผู้เหมาะสมคนอื่นๆ เชื่อว่ากันว่าคงมีการหยิบยกขึ้นมาหารือกันเงียบๆ ว่าใครเหมาะสมหลังการป่วยของฮิลลารี หลายคนอาจจะเสนอว่าควรจะเป็นนักการเมืองที่อายุน้อย สุขภาพแข็งแรง พร้อมที่จะบริหารประเทศได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ
ถ้าเป็นเช่นนี้จริงก็ต้องตัดตัวเก็ง 2 คนออกไป นั่นก็คือ เบอร์นี แซนเดอร์ส ที่ชิงเป็นตัวแทนพรรคกับฮิลลารีอย่างถึงพริกถึงขิง ที่เหลือเชื่อคือแซนเดอร์ได้เสียงสนับสนุนจากคนรุ่นหนุ่มสาวทั้งๆ ที่มีอายุมากถึง 75 ปี อีกคนหนึ่งก็คือรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน อายุ 73 ปี
ถ้าอาการป่วยหนักเพิ่งจะกำเริบหลังฮิลลารีได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในวันที่ 8 พฤศจิกายน แต่ก่อนที่คณะผู้ออกเสียงจะรับรองลอย่างเป็นทางการ คณะผู้ออกเสียงก็สามารถประกาศให้ใครขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้ แต่ถ้าหากได้รับรองผลการเลือกตั้งแล้ว คนที่เป็นคู่ชิงในตำแหน่งรองประธานาธิบดีก็จะเข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ทันที
การป่วยของฮิลลารี คลินตันจึงไม่อาจมองข้ามได้ง่ายๆ แม้ว่าเธอจะมีอาการดีขึ้นมากแล้วก็ตาม



