ข่าว

ปัญหาพม่าต้องแก้ที่ชาวพม่า

ปัญหาพม่าต้องแก้ที่ชาวพม่า

14 ส.ค. 2552

ไม่ผิดไปจากความคาดหมายแต่ประการใด กรณีศาลพม่าตัดสินจำคุกนางออง ซาน ซูจี ผู้นำกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นเวลา 3 ปีโทษฐานละเมิดเงื่อนไขกักบริเวณบ้าน แต่ที่เหนือความคาดหมายเล็กน้อยก็คือ พลเอกอาวุโสตัน ฉ่วย ผู้นำสภาเพื่อการพัฒนาและสันติภาพแห่งรัฐ (เอสพีดีซ

ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือได้ลงนามในคำสั่งพิเศษให้ลดโทษเหลือเพียงแค่กักบริเวณในบ้านพัก 18 เดือน คำตัดสินครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้อิสรภาพของเธอถูกลิดรอนอีกครั้งหลังจากถูกกักบริเวณมาแล้วเกือบ 14 ปีจาก 20 ปีนับตั้งแต่เธอเดินทางกลับประเทศ ยังเท่ากับตัดสิทธินางซูจีไม่ให้มีส่วนร่วมในการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศซึ่งกำหนดมีขึ้นในปีหน้าไปโดยปริยายด้วย

 ดูเผินๆ คล้ายกับว่าพม่ากำลังเล่นละครการเมืองฉากใหญ่โดยชูบทของพลเอกอาวุโสตัน ฉ่วย ให้เป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่ถ้าดูให้ลึกลงไปแล้วจะเห็นว่าพม่าได้ส่งสัญญาณอะไรบางอย่างที่สามารถสื่อความหมายได้ 2 ทาง ทางหนึ่งก็คือการบอกใบ้ว่ารัฐบาลไม่พร้อมจะแตกหักอย่างรุนแรงกับประชาคมโลก โดยเฉพาะสหภาพยุโรป(อียู) หัวหอกใหญ่ที่ขู่จะให้คว่ำบาตรพม่ามากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ จึงไม่กล้าส่งตัวเธอเข้าคุกอินเส่งดังที่มีการคาดหมายก่อนหน้า การลดโทษเหลือเพียงแค่กักบริเวณ 18 เดือน จึงถือเป็นการยอมรอมชอมโดยไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียหน้า 

 อีกความหมายหนึ่งก็คือการเตือนเป็นนัยว่าศาลพม่ามีอธิปไตยและมีอิสระที่นานาประเทศไม่มีสิทธิเข้ามาแทรกแซงเป็นอันขาด นัยนี้จึงทำให้องค์การโลกไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติหรือแม้กระทั่งสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ไทยเป็นประธานอยู่ในขณะนี้ เหมือนกับถูกต้อนให้เข้าสู่มุมอับเฉกเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา ขณะที่อาเซียนเองได้แต่ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังยิ่งเช่นเคย โดยไม่คิดหามาตรการอื่นที่เป็นรูปธรรมมากพอที่จะกดดันให้รัฐบาลพม่ายอมปล่อยตัวนางซูจีและนักโทษการเมืองอีกกว่า 2,100 คน

 อันที่จริงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับประชาคมโลกเป็นปัญหาการพายเรือวนในอ่างมากว่าสิบปี โดยไม่สามารถหาทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่ายได้ ในเมื่อลับหลังแล้วต่างมีผลประโยชน์ที่สอดประสานกันอยู่ รวมไปถึงการลงทุนในหลายด้านของนักลงทุนภาคเอกชนรายใหญ่ โดยเฉพาะน้ำมัน ทำให้มาตรการตอบโต้ของนานาประเทศไม่ค่อยสัมฤทธิผลนักและมักทำให้กระแสเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางซูจีจางหายไปหลังจากนี้ไม่นานนัก ยกเว้นแต่ว่าประชาชนชาวพม่าจะรวมพลังแท้จริงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของตัวเองแทนที่จะคอยยืมจมูกคนอื่นหายใจอยู่เช่นทุกวันนี้