
กกต. ตั้งโต๊ะแจงร่างกฎหมายเลือกตั้ง
“สมชัย” ย้ำแนวคิด กกต. ต้องการปฏิรูปวิธีหาเสียง ผู้สมัคร ส.ส. เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมผู้สมัครทุกพรรค
เวลา 10.00 น. พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงถึงผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฉบับใหม่ ซึ่ง กกต. ได้พิจารณาแล้วเสร็จส่งส่งเนื้อหาให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พิจารณาในวันที่ 16 ก.ย.นี้ ว่า สำหรับเนื้อหาของร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ฉบับที่เบื้องต้น มีสาระที่สำคัญ อาทิ กระบวนการว่าด้วยการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครฯ กกต. ได้ปรับแนวทางของการประชาสัมพันธ์ผู้สมัครฯ และนโยบาย ด้วยการกำหนดพื้นที่ติดป้ายหาเสียงในเขตเลือกตั้ง จำนวน 200 บอร์ดต่อเขตเลือกตั้ง ขณะที่โปสเตอร์แนะนำผู้สมัครฯ หรือนโยบายของพรรคการเมืองนั้น กกต. จะเป็นผู้จัดพิมพ์ให้ เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบของการจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ระหว่างพรรคขนาดใหญ่ และพรรคขนาดเล็ก รวมถึงเพื่อเป็นการลดต้นทุนหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ นอกจากนั้นในการช่วยประชาสัมพันธ์ตัวผู้สมัครและนโยบายพรรคการเมือง กำหนดให้ กกต.เขต จัดทำเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครทุกคนในเขตเลือกตั้ง เพื่อส่งไปยังครัวเรือของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นๆ ด้วยเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาข้อมูลผู้สมัครฯ ที่บ้าน
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวด้วยว่าสำหรับแนวทางประชาสัมพันธ์ผู้สมัครฯ และนโยบายพรรคที่กำหนดเพิ่มเติม คือ กรณีที่พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครฯ เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด หรือ 175 เขต จะได้สิทธิขึ้นเวทีดีเบตนโยบายผ่านสื่อสารมวลชน ช่วงเวลาไพร์มไทม์ นอกจากนั้นในส่วนของการเก็บค่าสมัครเข้ารับการเลือกตั้ง ได้ปรับค่าสมัครเพิ่มขึ้น จากเดิมรายละ 5,000 บาท เป็นรายละ 10,000 บาท เพื่อให้เป็นเงินทุนให้กกต.ดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดีกรณีเพิ่มค่าสมัครนั้นมีเงื่อนไขคือ หากผู้สมัครในเขตเลือกตั้งได้คะแนนเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต จะได้รับเงินจำนวน 5,000บาทคืน
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวถึงเนื้อหาว่าด้วยการตรวจสอบผู้สมัครรับเลือกตั้ง ต่อการกระทำทุจริตการเลือกตั้ง ด้วยว่า ในร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับเบื้องต้น ได้นำบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 235 วรรคสี่ว่าด้วยกรณีที่ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่ากรณีใด ให้ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส., ส.ว., สภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งใดๆ รวมถึงมาตรา 98(11) ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. กรณีผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำการที่ทุจริตการเลือกตั้ง ดังนั้นในรายละเอียดของการกระทำผิด หรือทุจริตการเลือกตั้งจะระบุพฤติกรรมต่างๆ ไว้ อาทิ กรณีสัญญาว่าจะให้, การจัดเลี้ยง แต่กรณีดังกล่าวที่มีการลงโทษถึงการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตนั้น กกต. มีประเด็นที่ต้องสอบถามเจตนารมณ์จาก กรธ.อีกครั้ง ว่ามีความมุ่งหมายอย่างไร โดยในวันที่ 19 ก.ย. นี้ นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. จะเข้าพบ กรธ. เพื่อชี้แจงด้วย
พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวด้วยว่าสำหรับการคำนวณจำนวน ส.ส. ตามระบบใหม่ ที่เรียกว่าจัดสรรปันส่วนผสมนั้น จะมีขั้นตอน คือ นำจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศมาหาค่าเฉลี่ยโดยนำจำนวน ส.ส.ทั้ง 500 คนมาคำนวณ เพื่อให้ได้ตัวเลขคะแนนคงที่ เพื่อนำเป็นเกณฑ์ที่ใช้คำนวนเสียงเลือกตั้งต่อส.ส. 1 คน จากนั้นให้นำคะแนนคงที่ดังกล่าวมาคำนวณกับคะแนนเลือกตั้งหรือคะแนนนิยมที่พรรคการเมืองได้รับ เพื่อหาจำนวนส.ส.ที่พรรคการเมืองพึงมี จากนั้นให้นำตัวเลขดังกล่าวไปเทียบกับจำนวน ส.ส.เขตที่พรรคการเมืองได้รับจริง หาก พรรคใดได้ ส.ส. เขตที่ไม่ถึงจำนวนส.ส.ที่พรรคการเมืองพึงมี ให้นำ ส.ส.บัญชีรายชื่อมาเติม โดยกรณีดังกล่าวจะไม่มีค่าความคลาดเคลื่อน หรือโอเวอร์แฮง เพราะในการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คนนั้นต้องนำมาเทียบบัญญัติไตรยางศ์เพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ยจำนวน ส.ส.บัญชีพรรคการเมืองที่ตรงกับจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน
“สิ่งที่ยกร่างไว้ในกฎหมายลูกว่าด้วย ส.ส. ที่เสนอให้กรธ. นั้น ยังไม่ใช่ข้อยุติ เพราะ กรธ. ต้องพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง แต่ในหลักการของบุคคลที่ทุจริตการเลือกตั้งและติดโทษห้ามลงสมัครอีกครั้ง จะไม่ใช่อดีต ส.ส.ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิทางการเมือง เช่น บ้านเลขที่ 109 หรือ บ้านเลขที่ 111 เว้นแต่บุคคลผู้นั้นเป็นผู้ที่ศาลสั่งว่าเป็นตัวการของการทำทุจริตเลือกตั้ง” พ.ต.ท.จรุงวิทย์ กล่าว
ขณะที่สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ที่ร่วมฟังการแถลงข่าว ได้ชี้แจงประเด็นของการตัดสินลงโทษผู้สมัครฯ ที่ทุจริตเลือกตั้ง ว่า กรณีการกำหนดให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งจะมีโทษระดับห้ามลงสนามการเมืองตลอดชีวิต หรือเรียกว่า ใบดำนั้นไม่ใช่ข้อเสนอของกกต. เพราะมีเขียนไว้อยู่แล้วตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ดังนั้นตนขอเรียกร้องอย่ากล่าวหา กกต. ว่าเป็นผู้ใจร้าย หากจะระบุว่าผู้ใดใจร้ายให้ไปโทษผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดีในการพิจารณาการกระทำของผู้ที่กระทำทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของกกต.ที่ต้องสอบสวน นั้น ยืนยันว่าจะเป็นไปอย่างรอบคอบ ไม่ใช่พิจารณาจากรูปถ่ายเพียงใบเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์ที่กกต. จะพิจารณาผู้ที่ทุจริตเลือกตั้ง อาทิ การให้ใบเหลือง คือ เป็นพฤติกรรมทุจริตที่พอบ่งชี้ได้หรือชี้ได้ว่าทุจริต แต่ไม่ชัดเจนในแง่การเชื่อมโยงบุคคล เช่น ญาติ หัวคะแนน, การให้ใบส้ม คือการให้ออกจากการแข่งขันชั่วคราว เหตุผลสำคัญคือเพื่อแก้ปัญหาใบเหลืองหลายครั้ง และเพื่อไม่ให้รัฐบาลเสียงบประมาณจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ในเขตที่ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ครั้งละ 5 ล้านบาท และใบแดงนั้น จะเป็นเรื่องที่ศาลเป็นผู้พิจารณาตามสำนวนของกกต. และหากพบความผิดจะมีประเด็นการรับโทษอาญา และชดใช้ค่าเสียหาย ดังนั้นกรณีที่ กกต. เสนอเรื่องต่อศาลเพื่อให้ตัดสินให้ใบแดงผู้สมัครรายใด และศาลตัดสินว่าผิด จะเข้าสู่ประเด็นของการเพิกถอนสิทธิสมัครับเลือกตั้งโดยอัตโนมัติ โดยยืนยันว่ากรณีใบดำ หรือเพิกถอนสิทธิสมัครฯ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ กกต. พิจารณา
“กกต.พยายามนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และการปฏิรูป ดังนั้นข้อเสนอหลายอย่าง กกต. เป็นเพียงผู้จุดเริ่มต้น ที่ทุกคนสามารถแสดงความเห็นเพื่อต่อยอดได้ เช่น กรณีให้หัวหน้าพรรคหลายๆ พรรคขึ้นเวทีดีเบตผ่านโทรทัศน์ ซึ่งมีนักวิชาการ นักวิจารณ์และนักการเมืองพรรคอื่นร่วมด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแปลกเปลี่ยน ถกเถียงเรื่องนโยบาย จากเดิมที่เป็นการพูดฝ่ายเดียว ทั้งหมดนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้ง เป็นต้น ดังนั้นทุกข้อเสนอไม่ใช่กรธ.ต้องรับ หรือไม่รับ เมื่อกรธ.รับแล้ว หรือไม่รับ เป็นไปกฎหมายที่ม่ีผลใช้บังคับเกิดผลดี หรือไม่เกิดผลดี ผู้ร่างกฎหมายต้องรับผิดชอบเอง” นายสมชัย กล่าว
นายสมชัย ยังกล่าวถึงข้อเสนอให้ พรรคการเมืองนำเสนอนโยบายต่อกกต. ด้วยว่า เพื่อให้กกต. จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ที่จะส่งไปยังประชาชน ไม่ใช่ให้ กกต. นำมากลั่นกรองหรือเซ็นต์เซอร์นโยบาย โดยหลักการของร่างกฎหมายนั้น นอกจากจะให้พรรคการเมืองระบุนโยบายแล้ว ต้องระบุถึงที่มาของงบประมาณ, ระยะเวลาดำเนินการ, ผลประโยชน์และความคุ้มค่า และผลกระทบและความเสี่ยงของนโยบาย โดยสิ่งที่พรรคการเมืองจะส่งนั้นไม่จำกัดว่าจะมีเนื้อหาสั้นหรือยาวเพียงใด แต่ต้องส่งให้กกต. หากไม่ส่งจะไม่มีสิทธิหาเสียงเลือกตั้ง ขณะที่การตรวจสอบนโยบายนั้น กกต. กำหนดไว้เพียงว่านโยบายใดที่กระทบสถาบันหรือความมั่นคง กกต. จะตักเตือนและให้ปลดป้ายหาเสียงออก หากไม่ทำตาม กกต. มีสิทธิส่งเรื่องฟ้องให้ดำเนินคดีอาญาบุคคลหรือกรรมการบริหารพรรคตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงเนื้อหาของร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. นั้น สื่อมวลชนพยายามซักถามถึงการบัญญัติพฤติกรรมของผู้สมัคร ส.ส. ที่อาจเข้าข่ายถูกลงโทษด้วยการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือ ใบดำ เพราะการลงโทษดังกล่าวถือเป็นประเด็นใหม่ และหากไม่มีความชัดเจนอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครฯ ได้ ซึ่งมีตอนหนึ่งนายสมชัย ที่อธิบายและพูดสวนผู้สื่อข่าวที่ตั้งคำถามว่า “อ่านกันหรือไม่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ลงประชามติ ก่อนลงประชามติทำไมไม่อ่านกัน” และพร้อมยืนยันว่ากรณีให้ใบดำไม่ใช่ข้อเสนอของกกต.



