
“จัดการน้ำที่ดี”สร้างอาชีพ-รายได้สู่ชาว”ท่างาม"ยั่งยืน!
โดย - โต๊ะข่าวเกษตร
การปลูกข้าวพันธุ์ดี การแปรรูปเป็นข้าวสาร และใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้วิถีปลูกข้าวอินทรีย์ คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก อันมีที่มาจากกระบวนการที่คนในชุมชนร่วมกันทบทวนฐานทุนเดิมและศักยภาพด้านพื้นที่การปลูกข้าว ถือเป็นการพัฒนาอีกขั้น ซึ่งบ่งชี้ถึงปัจจัยเชิงบวกที่มาจาก โครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืน และ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน
ทั้งนี้ สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง สังกัดกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนิน โครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในเขตโครงการจัดรูปที่ดิน ในพื้นที่ 4 จังหวัด แบ่งเป็น 2 พื้นที่ ได้แก่ โครงการจัดรูปที่ดินแปลงตัวอย่าง ที่พิษณุโลก และศรีสะเกษ โครงการนำร่องพัฒนาการเกษตร ที่มหาสารคาม และกาญจนบุรี ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี (2557-2559) เป้าหมายคือ ทำให้ชุมชนและเกษตรกรมีส่วนร่วมดูแลระบบชลประทาน และบริหารจัดการปัญหาฐานทุนเดิมด้วยตนเอง
ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์
โครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนฯ ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนจากการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ชุมชนลดขัดแย้ง เกิดการรวมกลุ่มของผู้ใช้น้ำ สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จากที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำทำเกษตรกรรม ต้องเสียเงินซื้อน้ำใช้ แต่เมื่อจัดรูปที่ดินกลางเข้ามาให้คำปรึกษา พร้อมพัฒนาระบบชลประทาน ทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป
ดังกรณี ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ตลอด 3 ปี ของโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนฯ ได้ผลักดันกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการส่งเสริมศักยภาพของคนในชุมชน จนสร้างประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้ใช้น้ำ และกลุ่มเกษตรกร เกิดกระบวนการพัฒนาอาชีพเตามวิถีชุมชน มีความเปลี่ยนแปลงที่ตัวเกษตรกรนำไปสู่การพัฒนาชุมชนร่วมกันทำให้เกิดความสามัคคีกันมากขึ้น
จ.ส.ต.ลมัย แตงอ่ำ กำนัน ต.ท่างาม ในฐานะประธานกลุ่มพัฒนาการเกษตรยั่งยืนฯ กล่าวว่าตั้งแต่ ต.ท่างาม ถูกจัดรูปที่ดินทำให้เกษตรกรได้รับความสะดวกในการทำเกษตรมากขึ้น มีน้ำใช้เพียงพอ มีถนนเข้าถึงแปลงนา สะดวกต่อการลำเลียงผลผลิต ที่สำคัญชุมชนเกิดการรวมตัวเป็นคณะทำงานร่วมกันบริหารจัดการน้ำ อันเป็นการพัฒนาศักยภาพของคนในพื้นที่ให้นำความรู้นั้นไปพัฒนาชุมชนของตนเองได้
นางบุญมา กุลคง เกษตรกรและคณะทำงานฝ่ายแผนงาน ต.ท่างาม กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากโครงการ ทำให้รู้จักการวางแผนร่วมกัน เกษตรกรเห็นความสำคัญของการเติมความรู้ต่างๆเพื่อนำมาพัฒนาอาชีพ หัวใจสำคัญของโครงการนี้ อยู่ที่การมีส่วนรวมของเกษตรกร แม้ทุกคนจะเสียสละที่ดิน 7 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำมาทำถนนและทำคลองส่งน้ำเข้าแปลงนา แต่การเสียแค่ครั้งเดียว ประโยชน์ที่ได้กลับคืน คือโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการทำเกษตรซึ่งจะอยู่ไปถึงคนรุ่นถัดไป
“เมื่อก่อนต้องใช้น้ำจากคลองสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เสียค่าบริการรายละ 200 บาท ปัจจุบันใช้น้ำจากคลองชลประทาน ไม่เสียค่าใช้จ่าย มีน้ำเพียงพอ อีกทั้งทางโครงการ ยังสนับสนุนเทคโนโลยีการเกษตร เช่น รถไถกลบตอฟาง ที่ไถกลบได้เลยโดยไม่ต้องใช้ไฟจุดเผาต่อซังข้าว ทำให้ดิดี ตนเองทำนา 10 ไร่ เมื่อก่อนได้ผลผลิต 7 เกวียน แต่ตอนนี้เพิ่มเป็น 10 เกวียน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น”
ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กล่าวว่าโครงการฯ ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ตระหนักถึงความเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพัฒนาให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งได้ตามบริบทของตนเอง
นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผอ.สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการฯนี้ เป้าหมายหนึ่งคือทำให้เกษตรกรมีศักยภาพในการดูแลแหล่งน้ำ บำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานได้ด้วยตนเอง ซึ่งก่อให้เกิดการตระหนักถึงค่าของน้ำ ซึ่งผลที่ตามมาคือ เพิ่มผลผลิตการเกษตร เพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน



