
อภิสิทธิ์ยาหอมท่องเที่ยวร่วมฝ่าฟันมรสุมอย่ารอเพียงปาฏิหาริย์
นายกรัฐมนตรี ยาหอมผู้ประกอบการท่องเที่ยวจับมือรัฐบาลร่วมฝ่าฟันมรสุมที่รุมเร้าศก.โลก อย่ารอเพียงแค่ปาฏิหาริย์อย่างเดียว ยัน รัฐบาลอุ้มเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นการเข็นมาตรการต่างๆทั้งใน-ตปท.เข้าไป เพื่อสร้างกำลังซื้อซึ่งมีแนวโน้มว่าดีขึ้น รวมถึงการสร้างความโปร่ง
ที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อเวลา 14.10 น. วันที่ 13 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปาฏิหาริย์...ท่องเที่ยวไทย! กับนายกอภิสิทธิ์” ที่โรงแรมดุสิตธานีว่า ก่อนที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อต้นปี ในเรื่องของการท่องเที่ยวต้องเผชิญกับปัญหาที่หนักมาก ที่ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีสองปีนี้ แต่ความตึงเครียดเกิดมาเมื่อปี 2548 ที่มีการชุมนุมประท้วงคัดค้านรัฐบาลที่เป็นการชุมนุมยืดเยื้อ และปี2549 เกิดปฏิบัติ และเป็นเรื่องยากในการจะอธิบายให้ต่างชาติเข้าใจ และปี 2550 เหมือนสถานการณ์จะเข้าภาวะปกติได้ แต่กลายเป็นว่ามีการชุมนุมทางการเมืองและความรุนแรง เพราะผู้ชุมนุมเสียชีวิตและมีการปะทะกันระหว่างกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ดังนั้นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทับคือการท่องเที่ยว และเรื่องนำสู่ทำเนียบรัฐบาลและสนามบิน ยิ่งทำให้การรับรู้ของคนภายนอกประเทศย่อมวิตกกังวลเป็นธรรมดา
“ในช่วงนั้นผมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่ยังจำได้ว่าช่วงที่ยังแก้ปัญหาและหาทางออกทางการเมืองไม่ได้ ก็เห็นผู้แทนฯแสดงออกมาความเห็นผ่านสื่อ เพราะเขาอึดอัดในการทำงานภายใต้ภาวะเช่นนั้น เมื่อผมเข้ามารับตำแหน่งสิ่งแรกที่ทำคือพบปะกับกลุ่มคนที่พบกับปัญหาต่างๆ เพื่อหาทางที่จะบรรเทาปัญหา แต่ก่อนเข้ามาก็มีวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ทีแรกคิดว่าเป็นวิกฤติทางการเงิน แค่ความเป็นจริงคือลามมาเป็นวิกฤติเศรษฐกิจทั่วไป และการท่องเที่ยวก็ติดลบ ทำให้กระทบกับเศรษฐกิจของเราอย่างแรง เพราะเรามีภาคการท่องเที่ยวที่เป็นสัดส่วนที่ใหญ่พอสมควร นี้ยังไม่นับรวมวิถีชีวิตของผู้คนที่ต้องหารายได้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับหารท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากด้วย”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า ก็มีการประเมินผลกระทบ ซึ่งตนประเมินโดยไม่นับในส่วนปัญหาของเราเอง เฉพาะเศรษฐกิจที่จะกระทบเท่าไร ตนก็เดินทางไปที่เมืองดาวอสมีการพบปะของคนในหลายวงการ มีการประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะทำให้คนเดินทางน้อยลงร้อยละ20 ซึ่งเป็นตัวอ้างอิงที่ปล่อยตามธรรมชาติ ถือเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัส ซึ่งตัวเลขการส่งออกก็จะคล้ายกัน เพราะนั่นไม่ใช่เกิดจากปัจจัยภายในจึงหนักหนามาก ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งทำในการแก้ปัญหา 1.ต้องเร่งเข้ามาเยียวยาช่วยเหลือผู้เกี่ยวข้อง ที่มีการดำเนินการทำมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว โดยเฉพาะกรณีจากการปิดสนามบิน 2.ดูว่าจะมีมาตรการอะไรจะกระตุ้นการท่องเที่ยวได้บ้าง เพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวตกลงไป 3. จะมีมาตรการอย่างไร การเดินทางไปลบภาพลักษณ์ต่างๆในเชิงลบที่ต่างประเทศก็เป็นเรื่องเร่งด้วนที่ต้องทำ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า จะเห็นว่าการเยียวยาและการกระตุ้นต้องบอกตรงไปตรงว่า มติครม.เรื่องการท่องเที่ยวจะเยอะ แม้ดูไม่ใหญ่โตแต่เราไม่ปล่อยให้กระทรวงท่องเที่ยวฯดำเนินเพียงคนเดียว ดังนั้นจึงต้องเกี่ยวกับหลายกระทรวง จึงต้องเข้าขอความเห็นชอบต่อครม. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเว้นเรื่องวีซ่า การลดค่าทำเนียม การจอดอากาศยาน การลดค่าเข้าอุทยาน และเรื่องของภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆที่มีผลในปีต่อไป ที่ต้องอาศัยหลายกระทรวง นั่นแสดงให้เห็นว่าในครม.ไม่มีการคัดค้าน และผ่านไปด้วยดีทุดกครั้ง
นายกฯ กล่าวว่า นอกเหนือการช่วยเหลือก็เป็นเรื่องของการช่วยผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ คือเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งครม.ก็มีมติออกมาตั้งแต่ต้นปี ส่วนตนนั้นต้องใช้เวลาเดินทางไปต่างประเทศทั้งในภูมิภาคและตามเวทีต่างๆ ให้สัมภาษณ์เพื่อให้คนต่างๆมีความมั่นใจกับการที่เมืองไทยกลับสู่ภาวะปกติ และสร้างความเชื่อมั่น ทั้งนี้ในเดือนม.ค. - ก.พ. เราได้เดินหน้าสิ่งนี้ โดยเฉพาะการจัดประชุมอาเซียนที่ชะอำ-หัวหิน ทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น แต่ว่าตัวเลขใน 2-3 เดือนแรกในด้านการท่องเที่ยวยังไม่สามารถกระเตื้องขึ้นมา เราก็เดินหน้าทำสิ่งเหล่านี้
“จนถึงเดือนเมษายนก็เกิดปัญหามาใหม่ที่พัทยาในการประชุมอาเซียนบวกสามบวกหก ที่การชุมนุมลุกลามให้เลื่อนการประชุมออกไป และช่วงสงกรานต้องประกาศพ.ร.กฉุกเฉิน และมีการใช้กำลังต่างๆเข้ามาแก้ไขปัญหาในเรื่องของการแก้ความไม่สงบ ก็ทำด้วยความรวดเร็วพอสมควร และขนาดผมยังอยู่ในค่ายทหารยังเชิญภาคเอกชนเข้าไป เพื่อหาทางยกเลิกภาวะฉุกเฉินโดยไม่เกิดผลกระทบ”นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เรียนว่าหลังจากเหตุการณ์เมษายนทุกอย่างดูแนวโน้มก็ดีขึ้น ก็มาเจอโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ก็ยอมรับว่าสังคมข่าวสารและสังคมเปิดก็ทำให้การรายงานรายละเอียดก็ได้รับความสนใจสูง แต่เราก็จำเป็นเพราะต้องโปร่งใส แต่โชคไม่ดีว่าโรคนี้ระบบการตรวจสอบและรายงานไม่เท่าเทียมกันในแต่ละประเทศ เท่ากับว่าประเทศไหนรายงานและตรวจสอบมากก็ทำให้ตัวเลขออกมาน่ากลัวเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
“เมื่อสักครู่ได้คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็เชื่อว่าสถานการณ์อยู่ในจุดสูงสุดและลดลงแล้ว และต้องรอดู 1-2 สัปดาห์ ในแง่ของการติดเชื้อและเสียชีวิต แต่ผมก็ทราบดีกว่าบางครั้งคนของเราก็แสดงความเห็นต่างๆนานา หรือการนำตัวเลขออกมา ผมก็ยกตัวอย่างว่าคนหนึ่งเอาตัวเลขมาว่าคาดการณ์ว่าผู้ติดเชื้อทั่วโลกน่าจะมีร้อยละ40 ก็จะทำให้คนไทยติดเชื้อ 30 ล้านคน แต่หลังจากนั้นก็ไปปรากฏตามเว็บต่างๆในหลายประเทศ ก็ทำให้เกิดปัญหาในการเดินทางเข้ามาประเทศเพราะมีการอ้างตัวเลขดังกล่าว”นายก ฯกล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวแสดงความเห็นใจธุรกิจท่องเที่ยว และถ้าจะมีปาฏิหารย์ก็จะเกิดขึ้นจากท่านทั้งหลายที่อดทนกับสภาพการต่างๆ และมีความมุ่งมั่นและความเชื่อว่าเราจะผ่านตรงนี้ได้ ตนและรัฐบาล ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ถามว่ามาตรการที่ออกมามีผลมากน้อยแค่ไหน เราก็ติดตามทุกมาตรการ แม้แต่มาตรการที่เติมเข้าไป การสัมนาในประเทศ การหยุดยาว ก็พบว่าช่วยได้บ้าง ตนไม่พูดว่าช่วยได้มาก แต่ว่าปัญหาอยู่ที่ทำอย่างไรกำลังซื้อ คือเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น เพราะเราก็จะบุกเพื่อชวนคนเข้ามาเที่ยว การเดินหน้าจะไปทำงานด้านต่างประเทศรมว.ท่องเที่ยวก็เดินทางไปบ่อย ตนก็ต้องอนุมัติการลาเป็นประจำ ส่วนตนก็ไปที่จีน ญี่ปุ่น และ อินเดีย รัสเซีย จะเดินทางต่อไป ซึ่งทุกโอกาสที่เดินทางไปและสามารถจัดงานคาบเกี่ยวได้ก็จะทำ ก็จะทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้นบ้าง
“แต่ที่สุดแล้วถ้าหวังปาฏิหารย์ว่าอยู่ดีดีจะฟื้นขึ้นมาก็เป็นไปไม่ได้ แต่เราต้องหาที่ผู้ประกอบการที่ดีจะอยู่รอดตรงนี้ในช่วงนี้ และเตรียมการในวันที่สถานการดีขึ้น และรัฐบาลจะเอื้ออย่างไร เพราะว่าการท่องเที่ยวเรายังมีขีดความสามารถ มีความพร้อมในการแข่งขัน”นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า มาตรการเดิมเราก็ต่ออายุได้ เช่น การลดค่าธรรมเนียมที่จะต่อถึงมีนาคม 2553 และอีกมาตรการหลังช่วงเดือนเมษายน คือเรื่องของการประกัน ก็คาดว่าจะต่อถึงมีนาคม 2553 เช่นกัน ส่วนมาตรการบางมาตรการที่รมว.ท่องเที่ยวจะบ่นมาก คือเรื่องของสินเชื่อและงบเยียวยา แต่ขอเรียนว่าสถานการสินเชื่อนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เพราะสถาบันการเงินมีลักษณะไม่ยอมรับความเสี่ยงในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี แต่ถ้าอยู่ในภาวะเศรษฐกิจดีจะปล่อยสินเชื่อง่ายมาก นี้เป็นธรรมชาติของระบบบสถาบันการเงิน ซึ่งต่อหน้าเขาตนก็พูดว่าปัญหาระบบการเงินที่ซ้ำเติมวัฏจักรนี้จะทำอยางไร ก็มีการเร่งรัดเรื่องนี้มาตลอด
“ผมกำลังติดตามและจะเร่งรัดตัวเลขสินเชื่อ เมื่อเร็วๆนี้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวะสุ รองนายกฯ และนายกรณ์ จาติกวณิชย์ รมว.คลังจะเชิญสถาบันการเงินของรัฐมา เพื่อขยายเป้าสินเชื่อ ซึ่งสถาบันการเงินก็พร้อมและยินดีทำมากขึ้น เพราะเห็นสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น เริ่มมีออร์เดอร์เข้ามา ผมคิดว่าจากนี้การตอบสนองเรื่องสินเชื่อน่าจะดีขึ้น ส่วนเรื่องดอกเบี้ยถามไปมา ยังค้าง 34 ล้านบาท ก็จะได้เรียกให้ทุกหน่วยงานมาชี้แจงให้ครบ เพราะมีข้อสงสัยว่าเบิกซ้ำซ้อนและอื่นๆ”นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เราต้องพยายามหามาตรการเพิ่มเติมด้านการส่งเสริมสนับสนุนให้มากขึ้น เพราะเราต้องการรักษาตลาดและช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด ดังนั้นจำเป็นต้องมีมาตรการโดยเฉพาะฤดูท่องเที่ยวที่จะมาปลายปีนี้ เมื่อเช้านี้(13ส.ค.)ตนนัดรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน โดยเรามีเป้าหมายสำคัญ 2 ด้านสำหรับฤดูที่จะถึง คือ 1.ด้านการตลาด ประชาสัมพันธ์ เรายังคงไม่อยู่ในฐานะที่จะทำโครงการใหญ่โตหลายพันล้านบาทที่ไปโฆษณาสื่อ เราคิดว่าการทำอย่างนั้นในขณะที่มีข่าวหลายอย่างที่ยังไม่นิ่งคงไม่ได้ผล เพราะคิดว่าจะไปเจาะอะไรที่คุ้มค่ามากสุด ซึ่งรมว.ท่องเที่ยวรับปากว่าใน 1-2 สัปดาห์จะรายงานกลับมาได้ว่าจะมีสื่อใดที่จะใช้ได้บ่าง เช่น ในตลาดญี่ปุ่นเราไปโฆษณาในสื่อท้องถิ่นใดได้บ้าง หรือสื่ออื่นๆ เช่นรถเมล์ รถวิ่งรอบเมือง ซึ่งราคา ต้นทุนที่จะไปทำต่ำกว่ามาก น่าจะสามารถเจาะตลาดได้ ไม่ว่าจะที่จีน ยุโรปหรือญี่ปุ่น
2.มาตรการเฉพาะเจาะจงเรื่องของคน เรามาไล่ดูว่าตลาดไหนมาแล้วคุ้มค่าสุด คือถ้าเรามีมาตรการจูงใจหรือไปทำข้อตกลง ลดราคา ลดแลกแจกแถม มาแล้วให้เงินประเทศมากสุด ซึ่งคุยกันคิดว่าน่าเป็นตลาดเอเชีย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย และตะวันออกกลาง และรมว.ท่องเที่ยวก็รับปากว่า 1-2 สัปดาห์จะมีคำตอบ คือไปตกลงทำสัญญาให้ขนคนมาเพิ่มได้
นายกฯ กล่าวว่า ในภาวะภาพพรวมตรงนี้ สถานการณ์ที่เราวิตกกังวลมาตลอด มาถึงวันนี้ตัวเลขทั้งปีติดลบร้อยละ15 นักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศ หวังว่าตัวเลขที่ติดลบเป็นเลขหลักเดียวที่เกิดเมื่อก.ค. คือ ลบ9 จากนั้นมาถึงลบ 23 แต่ตัวเลขก.ค.เป็นสัญญานว่าทุกอย่างจะดีขึ้น ก็อยากเห็นตัวเลขเดือนนี้ด้วย ดังนั้นเหลืออีกครึ่งเดือน ถ้าทำตัวเลขได้ดีกว่านี้การเดินทางมาของนักท่องเที่ยวที่สุวรรณภูมิ ทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น ตนจะติดตามสิ้งเหล่านี้ที่ค่อนข้างละเอียด เพื่อให้เห็นว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไร
“สำหรับผมถ้าได้ใกล้เคียงกับ 14 ล้าน คน ไม่ถึงกับปาฏิหาริย์ แต่ผมถือว่าใช้ได้ เชื่อว่ารมว.ท่องเที่ยวท่านมีความทะเยอทะยานกว่าผมเยอะ 14 ล้าน ท่านไม่พอใจหรอก ท่านคงอยากได้มากกว่านั้น ผมจะคอยดู 1-2 สัปดาห์ ว่าท่านจะเสนอแนวทางอย่างไร”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับท่องเที่ยว บางมาตรการได้ผลเยอะ บางมาตรการก็ได้ผลน้อย เราคงไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องมาตรการเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ต้องเตรียมตัวเองสำหรับความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะ ดังนั้นในโครงการไทยเข้มแข็งจะมีเงินจำนวนหนึ่งไปดูเรื่องฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวกับโรงสร้างพื้นฐาน ตรงนี้จะช่วยได้ ยังไม่พอ การวางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศก็สำคัญ เกษตร เรื่องวัฒนธรรม ตรงนี้เป็นเป้าหมาย แต่เราจะเดินไปได้ต้องเลิกกินบุญเก่า ที่บรรพบุรุษให้ไว้ เราต้องสร้างทุนให้คนรุ่นหลังบ้าง
“บางเรื่องวันนี้กลายเป็นเรื่องซ้ำซากที่มาหลอกหลอนตัวเอง ข่าวร้ายไม่ใช่หวัด แต่ข่าวร้ายตอนนี้คือเรื่องสนามบิน คือขบวนการไปขูดรีด กรีดกระเป๋านักท่องเที่ยว สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ตรงนี้เป็นปัญหา ซึ่งครม.ได้มอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ไปดู ผมบอกได้เลยเรื่องนี้มีมูลความจริงแน่นอน ต้องไปหาจุดและแก้ไขให้ได้ เพราะมันทำลายชื่อเสียง มันเสียชื่อเสียงโดยรวม ตรงนี้ต้องแก้ไขโดยด่วน”นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้กรอ.ยังมีการหารือว่าธุรกิจโรงแรมได้รับกระทบ จากการที่อาพาร์ทเม้นที่มีการดัดแปลงเป็นโรงแรม แล้วคนที่ใช้บริหารมากสุดคือภาครัฐเอง ตรงนี้ต้องแก้ความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งปัญหาใหญ่คือภาคราชการมาเป็นผู้แข่งขันกับผู้ประกอบการเสียเอง ถึงเวลามันต้องมาสะสางเรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง วางกฎกติกาสภาพแวดล้อมที่ดี ให้ท่องเที่ยวเราเป็นการแข่งขันอย่างแท้จริง
“ถ้าปาฏิหาริย์จะหมายถึงผมมาบอกว่าเรามียาวิเศษว่า เดือนนี้ เดือนหน้า จะฟื้นไปเหมือนเดิม คงไม่มี แต่จะบอกว่าคงไม่มีสังคมไม่กี่ประเทศที่ผ่านเหตุการณ์เหมือน 2-3 ปีที่ผ่านมา แล้วยังเชื่อว่าอนาคตในเรื่องนี้ยังเป็นของเรา ตรงนี้อาจะเป็นปาฏิหารย์ได้ และเราต้องช่วยกันลดและขจัดเงื่อนไขต่างๆที่ทำร้ายตัวเองออกไป ผมมั่นใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะผ่านพื้นไปด้วยดี เราจะได้เดินหน้าต่อเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยใช้การท่องเที่ยวทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและประโยชน์สุขต่อไป”นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นเป็นช่วงของการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวตั้งคำถามกับนายกฯ โดยมีคำถามหนึ่งถามว่า ทำอย่างไรภาครัฐโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานหน่วยงานรัฐทั้งหมดที่ทำจริงจังเรื่องท่องเที่ยว เพราะตอนนี้ภาพรวมไปคนละทิศละทาง อยากให้นายกฯเป็นหัวหน้าในภาคปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมชัดเจน
นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ในเชิงนโยบายรัฐมนตรีทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ ส่วนที่จะให้ตนเป็นหัวหน้าทีมขอให้ไม่ต้องห่วง ยังไงประเทศไทยคนเป็นนายกฯรับทุกเรื่องอยู่แล้ว จะบอกว่ารับ ไม่รับ แต่เวลาไม่ดีก็มาถึงตัวอยู่แล้ว ตนจะทุ่มเท เพียงแต่ว่าถ้าไปยุ่งมาก เดี๋ยวจะหาว่าไปล้วงลูกอีก
“ดูเรื่องตำรวจสิครับ ไปออกข่าวว่าไปล้วงอย่างนั้นอย่างนี้ ก็กลัวเดี๋ยวท่านชุมพล(นายชุมพล ศิลปะอาชา รมว.ท่องเที่ยว)จะว่าผมไปล้วงของท่าน แต่ถ้าท่านมีปัญหามาคุยได้ตลอด ผมนายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษารมว.ท่องเที่ยว นายชุมพล เข้ากันได้ดีทำงานร่วมกันไม่มีปัญหาอะไร ไม่ใช่ว่าคนละพรรคแล้วไปกันไม่ได้ ไม่มีปัญหาอะไร เพราะยังไม่ได้เลือกตั้ง ไปถามรัฐมนตรีเกือบทุกคนได้นายชุมพลมาครม.ทุกครั้ง ต้องมีเรื่องบ่น หลายเรื่องยอมรับว่าเข้าครม.ไปแล้ว ยังช้า แต่ได้รับทราบตลอด และได้มีการเดินหน้าจี้ลงไปพอสมควรแล้ว”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
สำหรับคำถามที่ว่าสนามบินสุวรรณภูมิร้อยละ 80-90 ทำอย่างไรที่จะคงหน้าตาประเทศ เป็นสนามบินแห่งชาติ แต่ตอนนี้การบริหารจัดการเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด มาหากินในนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อย่างที่เรียนตนได้มอบหมายให้นายสุเทพไปก็จริง มีรมว.คลัง รมว.คมนาคม ก็เริ่มไปดูบ้างแล้ว และรมว.คลังได้รายงานปัญหาสรรพสามิต ศุลกากร
“เข้าใจว่าสัปดาห์หน้าผมจะเข้าไปดูด้วยตัวเองด้วยเพื่อแก้ปัญหาให้ได้ ผมฟังทุกเสียงว่าสภาพปัญหาเป็นไง ผมก็จะไปดู เช่น สถิติเรื่องการจับกุมบุคคลที่อ้างว่าขโมยของจากร้านปลอดภาษี มีเท่าไหร่ บ่อยแค่ไหน กระบวนการดำเนินการเป็นอย่างไร บางเรื่องคิดว่าอาจแก้ไขได้ในเชิงปฏิบัติโดยไม่ยากเกินไป พอมีข่าวนี้ผมก็หยิบมาซักในครม. ยอมรับว่ามันยุ่งยากพอสมควร ดเช้น ตำรวจมีกี่ฝ่ายเกี่ยวข้องเรื่องนี้ เอาไปที่ไหน เช่นเอาออกไปสถานีราชาเทวะ ซึ่งไม่ควรเป็นอย่างนั้น ถ้าเกิดก็ควรให้มันจบในสนามบินที่สุวรรณภูมิ ยุ่งยากมา คนไปซื้อบางทียังไม่รู้เลยว่าเขตร้านอยู่ตรงไหน พอหยิบมาแล้วโดนจับ ทั้งที่จะเอามาถามความเห็นคนที่มาด้วย ว่าเป็นอย่างไร ก็มีกระบวนการเอาประโยชน์ตรงนั้น จุดอ่อนที่สุดคือการไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา”นายอภิสิทธิ์ กล่าว



