ข่าว

ไต่สวนยึดทรัพย์"ทักษิณ"คิวต่อไป“บรรณพจน์”เบิกความ

ไต่สวนยึดทรัพย์"ทักษิณ"คิวต่อไป“บรรณพจน์”เบิกความ

13 ส.ค. 2552

“สมบูรณ์ คุปติมนัส ” ผอ.อาวุโส ฝ่ายกฎหมายเอสซีแอสเสท ฯ รับมอบอำนาจ"ทักษิณ" แจง คตส. คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านครอบครัวชินวัตร ขึ้นศาลฎีกานักการเมืองไต่สวนพยาน ยัน “ทักษิณ- หญิงอ้อ” ขายหุ้นให้ลูกชายสาว – เครือญาติ ตั้งแต่ปี 43 ก่อนเป็นนายก ฯ พร้อมชำระเงินต

 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วันที่ 13 ส.ค.52 เวลา 09.30 น. นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมองค์คณะผู้พิพากษารวม 9 คน ไต่สวนพยานคดีหมายเลขดำที่ อม.14/2551 ที่อัยการสูงสุด ร้องขอให้ทรัพย์สินจำนวน 7.6 หมื่นล้านบาทเศษ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งบุคคลในครอบครัวและผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ซึ่งเป็นผู้ร้องค้านรวม 22 คน ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ โดยขณะดำรงตำแหน่งใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

 โดยในช่วงเช้าทีมทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้าน นำพยานซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายรับฝากหลักทรัพย์ ธนาคารซิตี้แบงค์กรุงเทพ ขึ้นเบิกความสรุปว่า บริษัท UBSAG ประเทศสิงคโปร์ มาเปิดบัญชีเงินฝาก และบัญชีรับฝากสินทรัพย์ไว้กับธนาคารกว่า 10 บัญชี และมีการรับฝากหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นจำกัดมหาชนจำนวน 329 ล้าน โดยฝากในระบบไร้ใบหุ้น และมีการเปลี่ยนโอนไปยังบัญชีต่างๆสลับไปมาหลายครั้งแต่จำนวนหุ้นยังเท่าเดิม กระทั่ง บริษัท UBSAG ฯ ได้นำหุ้นไปขายเมื่อต้นปี 2549 ได้เงินจำนวน 3.658 พันล้านบาท นำเงินไปเข้าบัญชีเงินสด ส่วน บริษัท UBSAGฯ จะนำเงิน ไปเข้าบัญชีใดบ้างนั้นจะต้องตรวจสอบจากการเคลื่อนไหวของบัญชี ซึ่งพยานไม่สามารถตอบได้ว่านำเงินไปเข้าบัญชีใครบ้าง เพราะมูลค่าที่ได้รับมากับมูลค่าที่โอนไปมีจำนวนไม่เท่ากัน

 ต่อมาเวลา 13.30 น. ทนายได้นำนายสมบูรณ์ คุปติมนัส ผู้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และมูลนิธิไทยคมผู้คัดค้านที่ 17 ซึ่งถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อายัดทรัพย์ ใน บัญชีเงินฝาก ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด มหาชน สาขาอารีย์ จำนวน 200 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย เข้าไต่สวนอีกปาก สรุปว่า ว่า ทำงานให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เมื่อปลายปี 2532 ในบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ( มหาชน) ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายกฎหมาย ดูแลการทำนิติกรรมทะเบียนบริษัท ทะเบียนหุ้นบริษัท รวมทั้งการทำนิติกรรมส่วนตัวของทั้งสอง โดยพยานได้ออกจากบริษัทชินฯ ปี 2542 ปัจจุบันเป็น ผอ.อาวุโสฝ่ายกฎหมายบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน). โดยบริษัทชินคอร์ปฯ ได้เริ่มจดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2533 ซึ่งก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน มีหุ้นรวมกันประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ หุ้นมีราคา 10 บาท แต่หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์วันที่ 31 ส.ค.33 ราคาหุ้นปรับสูงขึ้นที่ 438 บาท โดยดัชนีหลักทรัพย์ 862.75 จุด

 นายสมบูรณ์ เบิกความอีกว่า ในปี 2532 บริษัทชินคอร์ป ได้รับสัมปทานเคเบิลทีวี ภายใต้ชื่อ IBC และวิทยุติดตามตัวหรือเพจเจอร์ ซึ่งภายหลังเลิกดำเนินธุรกิจ ต่อมาปี 2533 ได้รับสัมปทานโทรศัพท์มือถือภายใต้ชื่อ AIS จนกระทั่งบริษัทชินคอร์ป ฯ เจริญเติบโตตามความนิยมใช้บริการ ต่อมาปี 2537 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ลาออกจากการเป็นประธาน บริษัทชินคอร์ปฯ เพราะต้องไปทำงานการเมืองในพรรคพลังธรรม และจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ซึ่งราคาหุ้น บ.ชินคอร์ป ดีดตัวสูงขึ้นถึง 700 กว่าบาท โดยคุณหญิงพจมาน ขึ้นมาเป็นประธานและลาออกเมื่อปี 39
 กระทั่งนายบรรณพจน์ มาเป็นผู้บริหารแทนจนถึงการขายหุ้นให้กลุ่มทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ โดยระหว่างหุ้นชินคอร์ปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีการเพิ่มทุน 3 ครั้ง ปี 2534 2537 และ 2542 ซึ่งทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน จนมีหุ้นเพิ่มขึ้น ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ก.ย.2543 พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ได้ขายหุ้นให้กับนายพานทองแท้ และน.ส.พิณทองทา เนื่องจากกำลังลงสมัครเลือกตั้งสังกัดพรรคไทยรักไทย เหตุที่ใช้วิธีการขายหุ้นให้บุตรในราคาทุนทั้งที่สามารถโอนยกให้เป็นบุตรได้เลยนั้นโดยที่ไม่มีภาระต้องเสียภาษี เนื่องจากต้องการให้รู้คุณค่าและรู้ว่าโลกธุรกิจไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ นอกจากนี้ยังได้ขายหุ้นราคาทุนให้กับ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เนื่องจากเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง

 รวมทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรโดยการโอนขายหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ให้กับบุตรและญาติ มีการทำสัญญาตั๋วใช้เงินรวม 10 ฉบับ และมีการชำระหนีครบถ้วนตามจำนวนแล้ว ซึ่งพยานเป็นประจักษ์พยานเพราะเป็นผู้จัดทำสัญญาตั๋วแลกเงิน รวมทั้งได้ทำการแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และแจ้งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( ก.ล.ต.) เพื่อรายงานการขายหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน และรายงานการซื้อหุ้นของ นายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา นายบรรณพจน์ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อจดทะเบียนให้ออกใบถือหุ้นให้ผู้ถือหุ้นให้ใหม่

 ส่วนที่ คตส.ตั้งข้อกล่าวหาว่ามีการทำหลักฐานตั๋วสัญญาชำระหนี้ค่าซื้อหุ้นและเงินยืมค่าเพิ่มทุนในส่วนของคุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ ย้อนหลังเพื่อแก้ข้อกล่าวหานั้น ไม่เป็นความจริง โดยตั๋วสัญญาที่ออกนั้น เนื่องจากตั๋วใบเดิมที่ลงสถานว่าสั่งจ่ายให้ “นางพจมาน” สูญหายไป จึงได้จัดทำขึ้นใหม่และเปลี่ยนสถานใหม่ว่าเป็น “ คุณหญิงพจมาน” เท่านั้นแต่มูลค่าเท่าเดิม ส่วนที่นายบรรณพจน์ ผู้ออกตั๋ว ไม่ได้แจ้งความ เพราะเห็นว่าตั๋วสัญญาลงชื่อให้คุณหญิงพจมานเพียงคนเดียวที่มาขึ้นเงินได้ หากเป็นคนอื่นก็จะต้องถูกจับติดคุก อีกทั้งหลักฐานทางการเงินไม่สามารถสร้างย้อนหลังได้

 นายสมบูรณ์ เบิกความอีกว่า ได้รับมอบจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ให้มาแก้ไขการทำบัญชีทรัพย์สิน หลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ตรวจสอบพบว่าบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นเมื่อปี 2541 มีข้อบกพร่อง ไม่มีการแจ้งการถือหุ้นในส่วนที่ คุณหญิงพจมานให้บุคคลอื่นถือแทน จนทำให้ถูกยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 7 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ผิด ต่อมา พ.ต.ท.ทักษิณ ให้พยานเตรียมทำบัญชีทรัพย์สินยื่นต่อป ป.ป.ช. อีกเมื่อปี 2544 ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรก โดยพยานได้หมายเหตุให้ ป.ป.ช.ทราบว่า การถือหุ้นแทนคุณหญิงพจมาน แทนในนาม น.ส.บุญชู เหรียญประดับ ประมาณ 3 หมื่นหุ้นของบริษัทชินแซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) ได้มีการขายทิ้งไปแล้วตั้งแต่ปี 2538 แต่ยังไม่มีการเปลี่ยนชื่อผู้โอนเพราะไม่สามารถติดต่อ น.ส.บุญชู ได้ และระบุด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีหุ้นบริษัทชินคอร์ปแล้ว คงมีแต่มูลค่าหนี้ที่นายพานทองแท้ เป็นหนี้ชำระค่าหุ้นให้คุณหญิงพจมานประมาณ 6 พันล้านบาท โดยขณะนั้น ป.ป.ช.ไม่ได้ทักท้วงแต่อย่างใด เพียงแต่ทักท้วงเรื่องการลงรายละเอียดเกี่ยวกับการทำประกันชีวิตของครอบครัวชินวัตร ในหมวดสิทธิสัมปทาน และการลงรายละเอียดภาษี ภงด. ในปี 2543 ขณะที่ต่อมาเมื่อยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. อีกในปี 2548 ก็ไม่เคยแจ้งข้อกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติ แต่ประเด็นดังกล่าวกลับถูกตรวจสอบและตั้งข้อกล่าวหาเมื่อปี 49-50 หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นจากตำแหน่งเพราะถูกรัฐประหาร ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ให้พยานทำรายละเอียดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินปี 48-50 แก้ข้อกล่าวหาในชั้น คตส. พบว่า มูลค่าทรัพย์สิน ลดลงจากปี 2544 เพราะคุณหญิงพจมานได้นำเงินไปบริจาคให้กับสาธารณกุศล และพรรคไทยรักไทย ซึ่งการยื่นแสดงบัญชีก็ได้ปรากฎตามหนังสือพิมพ์ต่างๆด้วย และสาธารณก็รับรู้ถึงความไม่มีหุ้นอยู่เพราะขายให้กับบุตรและครอบครัวไปแล้ว

 ขณะที่นายกล้าณรงค์ จันทิก คตส.ก็เคยเป็น ป.ป.ช. รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการยื่นบัญชีดังกล่าว นอกจากนี้ นายวิโรจน์ เลาหะพันธ์ ประธาน อนุ คตส. ก็ได้มีการตรวจสอบการสั่งจ่ายเงินชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาซึ่งมีอยู่จริงและชำระเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่กลับไม่นำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบคดีนี้

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลไต่สวนมาจนถึงเวลา 15.30 น. จึงพักการไต่สวน และนัดไต่สวนพยานครั้งต่อไปวันที่ 20 ส.ค. นี้ เวลา 09.30 โดยนายบรรพจน์ ดามาพงศ์ เตรียมขึ้นเบิกความในช่วงเวลา 13.30 น.