ข่าว

ศาลรธน.จับเข่าคุยสื่อเคลียร์ใจหวังปชช.เข้าใจการทำงาน

ศาลรธน.จับเข่าคุยสื่อเคลียร์ใจหวังปชช.เข้าใจการทำงาน

13 ส.ค. 2552

ศาลรธน. จับเข่าคุยสื่อ เคลียร์ใจ อยากให้ประชาชนเข้าใจการทำงาน รับเป็นวัฒนธรรมองค์กรของตุลาการที่จะไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ยอมรับที่จะเปลี่ยนแปลง

 ที่โรงแรมพาวิลเลียน ริมแคว กาญจนบุรี  วันที่   13 ส.ค. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้จัดงานสัมมนา ในหัวข้อ “ ศาลรัฐธรรมนูญ : มุมมองของสื่อ ” โดย นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา หัวหน้าข่าวหน้าหนึ่ง หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นศาลการเมือง และสามารถวิจารณ์ได้ อีกทั้งในการแย่งชิงอำนาจ ก็มีการนำศาลเข้าไปอยู่ในความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามตนก็มองว่าการวางตัวของตุลาการก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่อาจะทำให้ประชาชนรูสึกห่างเหินและไม่เข้าใจในการวินิจฉัยของศาล ดังนั้นศาลต้องให้ข้อมูล อย่าให้เกิดความสงสัยมิฉะนั้น คนก็จะเกิดจินตนาการคิดไปต่างๆนาๆ หากอธิบายการตัดสินได้ก็จะกลายเป็นวัคซีนที่ป้องกันศาลได้

 ขณะที่นาย อำนาจ หอมอิ่มศาสตร์ สื่อมวลชนสาขาวิทยุกระจายเสียง กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีประโยชน์ในการไกล่เกลี่ยให้บ้านเมืองให้กลับสู่ภาวะ สงบๆ อย่างไรก็ตามการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญนั้นประชาชนจะเข้าใจได้ก็ต้องดูจากคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละคน  และควรให้ประชาชนสามารถขอดูคำวินิจฉัยส่วนตนได้ทันทีเพราะการแสดงความเห็นของตุลการเป็นสิ่งที่ประชาชนคอยดู ต้องให้ประชาชนเข้าใจว่างานทำอยู่บนพื้นฐานอะไร

 ทั้งนี้ระหว่างการสัมมนา สื่อมวลชนพยายามสื่อสารให้ตุลาการเข้าใจว่า ศาลจำเป็นต้องให้ข้อมูล หรือชี้แจงเรื่องดุลพินิจกับสื่อ หรือความคืยบหน้าของคดีด้วย เพราะศาลรัฐธรรมนูญมิใช่ศาลยุติธรรม แต่เป็นศาลการเมือง

 ด้านนานวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การจะเข้าใจในคำวินิจฉัยหรือเหตุผลขอตุลาการก็ต้องดำวินิจฉัยส่วนตน อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยส่วนตตนก็เหมือนคำพิพากษา ซึ่งบางครั้งก็อ่านเข้าใจยาก จึงอยากขอร้องให้ประชาชนเข้าใจ ทั้งนี้ทีมงานโฆษกเองก็ต้องรู้ถึงหัวใจคำวินิจฉัย

 อย่างไรก็ตาม นายวสันต์ เปิดเผยว่า ที่ตุลาการจำเป็นต้องมีบอดี้การ์ด ก็เพราะตนได้ยินมากับหู ในวันที่มีการตัดสินยุบสามพรรคการเมือง ซึ่งมีกลุ่มมวลชนไปกดดัน โดยเขาระบุว่า ให้ส่งตัวแทนศาลไปชี้แจงภายใน 15 นาทีมิฉะนั้นจะบุกขึ้นไปจับ 9 ตุลาการเป็นตัวประกัน ซึ่งการ การที่มีเจ้าหน้าที่ประจำตัวไม่ได้มีความสนุกแต่อย่างใด หากเขาจะฆ่าก็ตายกันทั้งคู่ การมีกล้องวงจรปิดก็แค่เมื่อเราตายก็รู้ว่าใครทำ เรื่องนี้เป็นเพียงเราเราต้องการมีคนดูแลเป็นหูเป็นตาในกรณีที่ป้องกันได้

 นายวสันต์ยอมรับว่า เป็นวัฒนธรรมที่คนจากสายตุลาการจะไม่พูดผ่านสื่อ หากจะพูดเราต้องพูดผ่านโฆษก ส่วนเรื่องการทำความเข้าใจนั้น ก็เป็นความสามารถเฉพาะตัว ทั้งนี้มารยาทของตุลาการจะไม่พูดผ่านสื่อ และขอยืนยันว่าพวกตนเป็นมนุษย์ธรรมดาไม่ใช่เทพเจ้าไม่ได้สัมผัสไม่ได้เป็นคนธรรมดาไม่ใช่คนพิเศษ แต่บางครั้งเมื่อสื่อมาคอยทำข่าว เราที่ไม่เคยเจอแบบนี้ก็ออกมากการปอด บางทีพูดผิดพูดถูกก็มีจึงไม่กล้าที่จะพูดหรือแสดงความเห็น

 ด้านนายสุพจน์ ไข่มุกต์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า ตนไม่ได้มาจากสายตุลาการ แต่เมื่อมารับหน้าที่ ก็ต้องพยายามรักษาสถานะขององค์กร และเมื่อมาอยู่ก็ต้องประพฤติตามคนส่วนใหญ่ ทั้งนี้ยอมรับว่าที่ผ่านมา บทบาทของศาลฯกับสื่อค่อนข้างห่างเหิน อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมองค์กรที่มาจากศาลฎีกาศาลยุติธรรม แต่ปัจจุบนการสื่อสาร ก็เปลี่ยนไปเราจึงต้องประชาสัมพันธ์ให้สื่อรับรู้บทบาทมากขึ้น