ข่าว

ผอ.สพช.ลั่นโครงการชุมชนพอเพียงไม่มีการทุจริตเชิงนโยบาย

ผอ.สพช.ลั่นโครงการชุมชนพอเพียงไม่มีการทุจริตเชิงนโยบาย

13 ส.ค. 2552

ผอ.สพช.แจงกมธ.ติดตามงบฯระบุโครงการชุมนุมพอเพียงไม่มีทุจริตเชิงนโยบาย โยนชาวบ้านอาจถูกหลอก หรือเข้าใจผิดเอง เจอกมธ.รุมซักถึงความสัมพันต่อธ์บริษัทขายสินค้า “สุมิท”รับอ้อมแอ้มขายหุ้นทิ้งนานแล้ว แต่ยังมีสายสัมพันธ์กับผู้บริหารปัจจุบันอยู่ ขอทำเอกสารชี้แจงอีกค

(13ส.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)กิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญและติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา โดยมีนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ประธานกมธ.เป็นประธานการประชุม พิจารณากรณีโครงการชุมชนพอเพียง โดยเชิญนายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน มาชี้แจง นายสุมิท กล่าวว่า โครงการปัจจุบัน จัดทำสำหรับ 8 หมื่นชุมชน ปรากฏว่ามี 63,000 ชุมชนเขียนขอโครงการมา ซึ่งสพช.อนุมัติ 3.1 หมื่นชุมชน โอนเงินแล้ว 2.1 หมื่นชุมชน ซึ่งในส่วนที่โอนแล้ว สพช.ทำหนังสือแจ้งไปปรากฏว่า มี 9 พันชุมชนมาเบิกเงิน สพช.เห็นสถิติก็รู้สึกผิดปกติ และต่อมาก็พบว่า มีการร้องเรียนมาจากชาวบ้าน 200 โครงการ แบ่งเป็น 6 โครงการในกทม.ตามที่ปรากฎเป็นข่าว ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้น ตนเห็นว่า สพช.มีคน 200 คน คงมีญาติ หรือเพื่อน อาจไปทำอะไรกับโครงการ จึงตั้งกรอบแต่แรกว่า การอนุมัติ ให้ดูที่กรอบ ส่วนเรื่องจัดซื้อจัดจ้างให้ชุมชนไปทำกันเอง ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น คิดว่า ชุมชนสามารถถูกชี้นำได้จากข้าราชการส่วนกลาง ท้องถิ่น พ่อค้า หรือใครๆได้ทั้งนั้น จึงเชื่อว่า ชาวบ้านอาจถูกหลอก ถูกบังคับ หรือหลงผิด ยืนยันว่า ไม่ใช่เรื่องนโยบาย หรือมีการทุจริตเชิงนโยบาย แต่เป็นเรื่องชาวบ้านไม่รู้ว่าเงินนี้เป็นสิทธิ์ของตนเองมากกว่า และนึกว่าต้องให้มีคนมาตัดสินใจ รวมถึงการไม่ประชุมประชาคมจริงและฝากกันเซ็นชื่อ ซึ่งเป็นนิสัยปกติของชาวบ้าน แต่เชื่อว่า หลังจากนี้ จะไมมีใครกล้าทำผิดขั้นตอน เพราะสาธารณะจับจ้อง จากนั้นที่ประชุมได้กมธ.ได้ซักถาม โดยกมธ.ส่วนใหญ่ อาทิ นายคำนูณ สิทธิสมาน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร ตั้งข้อสังเกตว่า สพช. มีหน้าที่กำกับดูแล แต่ผอ.สพช.พูดเหมือนโยนความผิดให้ชาวบ้านและชุมชน นอกจากนี้ โครงการนี้มีตั้งแต่ปี 48 ทำไมถึงอ้างว่า ชาวบ้านไม่รู้ จึงไม่น่าเป็นไปได้ ทั้งนี้ เรื่องนี้สื่อตามตรวจสอบพบว่า มีความพิรุธไปในทางทุจริต นายกฯก็ให้สัมภาษณ์พูดไปในทางว่า มีนักการเมืองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานทุจริต และมีการสั่งพักงานไปแล้ว 3 ราย นอกจากนี้ สงสัยเรื่อง 3 กลุ่มบริษัทที่ได้รับงานรวมถึงความสัมพันธ์ของผอ.กับ 1 ในกลุ่มบริษัท นอกจากนี้ ตู้น้ำพลังแสงอาทิตย์ ราคาแพงมากถึง 3 แสนบาท ทำไมสพช.ไม่ตรวจสอบ และระเบียบการขอโครงการ ยังบังคับให้ต้องแนบเอกสารบริษัทนั้นๆมาด้วย เท่ากับเจตนาให้ไปซื้อสินค้าจากบริษัทนั้น และยังเป็นการจัดระบบเอกสารให้ สามารถรู้เห็นเป็นใจกันได้ ที่สำคัญ โครงการของชุมชนควรหลากหลาย แต่นี่มาแบบคล้ายกัน สพช.ต้องรู้สึกผิดสังเกต แต่ก็ไม่สั่งตรวจสอบ นายสุมิท ชี้แจงว่า เรื่องโครงการที่มีลักษณะคล้ายกันนี้ตั้งแต่ปี 48 แล้วทำไมชาวบ้านยังไม่รู้เรื่องนั้นไม่ขอตอบ เพราะจะกลายเป็นประเด็นการเมือง ยืนยันเพียงว่า ชาวบ้านไม่รู้จริงๆ ส่วนเรื่องชุมชนไปซื้อสินค้าราคาแพงแล้ว สพช.ไม่ตรวจสอบนั้น สพช.ทำหน้าที่อนุมัติจากกรอบที่มี และไม่ได้ไปยุ่งว่า ชุมชนซื้อสินค้านั้นราคากี่บาท กี่ชิ้น อย่างเครื่องทำน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ สพช.เห็นเหตุผล แต่เมื่อชาวบ้านถามมา สพช.เชิญชาวบ้านมาชี้แจงและชี้หน้าสพช.ว่า น้ำดื่มเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะลดค่าใช้จ่ายได้ 300 - 800 บาทต่อครัวเรือน จากนั้นโครงการประเภทนี้จึงมีเข้ามาเยอะ เพราะคงเห็นว่าขอแล้วได้ง่าย ส่วนที่สงสัยว่า ขอมาคล้ายๆกันแล้วสพช.ไม่ตรวจสอบนั้น เรื่องนี้พบ 113 รายการจากจำนวน 2.1 หมื่นชุมชน แต่เขามาได้ส่งมาพร้อมกัน เจ้าหน้าที่ก็ตรวจคนละคน เมื่อคีย์ข้อมูลทั้งหมดภายหลังจึงเห็นสถิติดังกล่าว ส่วนความสัมพันธ์ของตนกับกลุ่มบริษัท ยอมรับว่า สมัยปี 48 ตนเป็นกรรมการบริหารบริษัทไออีซี ที่ทำเรื่องพลังงานทดแทน ต่อมา บริษัทพยายามขยายงานเพื่อเข้าตลาดหุ้นแต่ไม่เป็นไปตามเป้า จึงล้มเลิก และตนออกมาเมื่อปี 51 จึงไม่มีความเกี่ยวพันแล้วในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ตอนออกมาในช่วงแรกยังมีการถือหุ้นอยู่บ้าง แต่ขณะนี้ไม่ได้ถือหุ้นมานานแล้ว แต่ยอมรับกลุ่มผู้บริหารบริษัทในปัจจุบันตนยังรู้จักอยู่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นกมธ.ส่วนใหญ่ได้ซักถามถึงความรอบคอบในการพิจารณากลั่นกรองแต่ละโครงการว่ามีมากน้อยแค่ไหน ระยะเวลาเพียงแค่ 6 เดือนที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา ทำไมอนุมัติโครงการรวดเร็วจนผิดสังเกตกว่า 31,000 โครงการ ซึ่งนายสุมิท พยายามชี้แจงว่าการกลั่นกรองโครงการ มีคณะทำงานกลั่นกรองอยู่ประมาณ 30 คน ที่ผ่านมาก็พบปัญหาว่า 10 จังหวัดทำโครงการมาเหมือนกันหมด จึงสั่งให้ทบทวนใหม่ หากโครงการไหนผิดปกติเราก็เอาออก และเท่าที่สอบมาพบว่าในอดีตโครงการเอสเอ็มแอลก็มีปัญหามาก อย่างจังหวัดเดียวมี 601 หมู่บ้าน เสนอโครงการเข้ามาเป็นก็อปปี้เดียวกันมา มีการเบิกเงินไปหมดแล้ว จึงพบว่ามีร่องรอย แต่ไม่ขอพูดรายละเอียดตรงนี้ แต่จะขอทำเป็นเอกสารชี้แจงอย่างเป็นทางการมาอีกที