
"ประสิทธิ์"พร้อมอุทธรณ์คำสั่ง ก.ล.ต.พักงาน
ก.ล.ต.ฟันซีอีโอหมื่นล้าน “ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ” สั่งพักงาน 2 ปี ขณะเจ้าตัวเตรียมยื่นอุทธรณ์ ประกาศสู้ทุกชั้นศาล เพื่อเรียกสิทธิความเป็นธรรม
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ลงโทษนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ จำกัด (มหาชน) เนื่องจากละเลยการตรวจสอบดูแลระบบงานในการทำความรู้จักลูกค้าและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า และการกำกับดูแลการทำธุรกรรมของลูกค้า ซึ่งเป็นระบบงานหลักที่สำคัญและมีผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุนโดยรวม โดยพักการให้ความเห็นชอบเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน 2 ปี นอกจากนี้ จะเสนอต่อคณะกรรมการเปรียบเทียบเพื่อพิจารณาเปรียบเทียบความผิดนายประสิทธิ์ต่อไป
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้พบการกระทำผิดดังกล่าวจากการเข้าตรวจสอบบริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ จำกัด (มหาชน) ตามแผนงานตรวจสอบตามปกติ (routine inspection) ซึ่งนายประสิทธิ์ มีส่วนในการกระทำผิดของบริษัท และละเลยการตรวจสอบดูแลตามสมควร โดยเป็นผู้อนุมัติการเปิดบัญชีและเพิ่มวงเงินให้กับลูกค้าหลายราย ทั้งที่ลูกค้าดังกล่าวมีเอกสารทางการเงินไม่ครบถ้วน ข้อมูลไม่สอดคล้องกับมูลค่าธุรกรรมของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ และไม่เพียงพอที่จะรู้ข้อเท็จจริงของลูกค้า นอกจากนี้ นายประสิทธิ์ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันการฟอกเงินของบริษัท มิได้สั่งการให้มีการกระทำการใดเพิ่มเติม เมื่อพบว่าลูกค้ามีการทำธุรกรรมที่ไม่สอดคล้องกับศักยภาพทางการเงินอย่างมีสาระสำคัญ หรือพบลูกค้าทำรายการที่โดยปกติแล้วต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึกกับลูกค้า แต่บริษัทภายใต้การดูแลของนายประสิทธ์ ไม่ได้มีการสั่งการให้ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึกดังกล่าว รวมถึงมีรายการของลูกค้าที่มีลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
ก.ล.ต. เคยพบความผิดในลักษณะนี้ และได้ดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งสั่งการให้บริษัทระมัดระวังและแก้ไขให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบปี 2557 มาแล้ว ดังนั้นการที่บริษัทกระทำผิดดังกล่าว เข้าข่ายกระทำผิดมาตรา 113 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 โดยนายประสิทธิ์ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของบริษัท ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท มีส่วนในการกระทำผิดของบริษัทและละเลยการตรวจสอบดูแลตามสมควร จึงมีความผิดตามมาตรา 283 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน ก.ล.ต. จะเสนอการกระทำผิดต่อคณะกรรมการเปรียบเทียบเพื่อพิจารณาเปรียบเทียบความผิด ซึ่งหากนายประสิทธิ์ไม่ยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบ จะดำเนินการกล่าวโทษต่อไป
นอกจากนี้ นายประสิทธิ์ยังมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทลธ. 8/2557 เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนลงวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ก.ล.ต. จึงสั่งพักการให้ความเห็นชอบเป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนของนายประสิทธิ์เป็นเวลา 2 ปี มีผลตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2559 โดยในช่วงดังกล่าว นายประสิทธิ์จะไม่สามารถปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริหารงานหรือการเป็นที่ปรึกษาของบริษัท และการปฏิบัติงานอื่นที่อยู่ในขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน
ขณะที่ นายประสิทธิ์ ได้เปิดใจผ่านจดหมายเปิดผนึกถึงกรณีที่มีคำสั่งลงโทษดังกล่าว ว่าได้รับทราบถึงคำสั่งดังกล่าวแล้ว และจะขอใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เพื่อยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อไป และพร้อมที่จะต่อสู้ทุกชั้นศาลเพื่อเรียกสิทธิความเป็นธรรมกลับมา
นายประสิทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่โดนกล่าวหา คือการโอนหุ้นข้ามชื่อ ซึ่งหลักการทำงาน คือ ผมทำตามความประสงค์ของลูกค้า ซึ่ง 40 โบรกเกอร์ทำเหมือนกัน และในฝ่ายตรวจสอบได้มีการตรวจสอบ หากพบว่ามีเข้าข่ายเป็นการทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ก็จะรายงาน STR (รายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย) ต่อ ปปง. ตามขั้นตอน ผมถือว่า หลักการทำงานผม ครบถ้วน ในหน้าที่ของ CEO ที่พึงกระทำ ธุรกรรมใดที่น่าสงสัย ผมส่ง ปปง. ครบ
ขอต่อสู้กับคณะกรรมการพิจารณาลงโทษของ ก.ล.ต. โดยเข้าสู่กระบวนการยื่นอุทธรณ์ และกระบวนการในชั้นศาลทุกชั้นศาล เพื่อเรียกร้องศักดิ์ศรีและความยุติธรรมของผม พร้อมให้ทนาย เตรียมขอใช้สิทธิ์ทราบรายชื่อคณะกรรมการที่พิจารณาลงโทษผม ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิ์กับผู้ถูกกล่าวหา
หลักในการทำโทษ คือ การกล่าวหาว่าละเลย และไม่กำกับดูแล จากการใช้ดุลยพินิจในการทำโทษผม ทั้งที่หน้าที่ของบริษัทฯหลักทรัพย์ คือ ทำอยู่ในระบบภายใต้ที่สมาคมฯกำหนดไว้และถูกต้องตามกฏ ก.ล.ต. ผมมั่นใจว่า สิ่งที่ผมทำมากกว่ามาตราฐานที่กำหนดไว้ของสมาคมฯ ผมได้เก็บหลักฐานทุกอย่างในเรื่องการกล่าวโทษ ผมมั่นใจว่าไม่เป็นธรรมสำหรับผม ยกตัวอย่างทั้งที่อื่นมีความเสียหายกับลูกค้า มีการฟ้องร้อง คดีอาญา หรือ บางบริษัทฯ ที่มีระบบงานความเสี่ยงในระดับที่สูง ก็โดนโทษน้อยกว่าผม หรือบางรายไม่โดนทำโทษเลย วันนี้ผมได้คุยกับทนาย และมั่นใจในการเตรียมข้อมูลหลักฐาน เพื่อนำสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ทุกศาลในเรื่องของบทกำหนดโทษที่ไม่เป็นธรรมต่อไป
ขอเป็นตัวแทน CEO ทั้งหมดในธุรกิจหลักทรัพย์ ในการเรียกร้องความชอบธรรมในการดำเนินธุรกิจที่โบรกเกอร์ได้ขับเคลื่อนภายใต้นโยบายและกฎเกณฑ์ของ กลต. สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และตลาดหลักทรัพย์ หากการบริหารงานของ CEO ได้กระทำบนพื้นฐานของความถูกต้อง ชอบธรรม และเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดแล้ว การลงโทษขอให้เป็นไปตามหลักการที่มีเหตุผลอธิบายได้โดยปราศจากข้อสงสัย



