
กต. จัดกระบวนทัพ SMEs ไทยสู่แดนภารตะ
กต.ร่วมกับสถานทูตไทยในนิวเดลี จัดสัมมนา กระบวนทัพ SMEs ไทย สู่ตลาดภารตะ ชี้ โอกาสช่องทางการค้า ผ่านความร่วมมือเอฟทีเอไทย - อินเดีย และเอฟทีเออาเซียน - อินเดีย
12 ก.ย.59 -- กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย จัดสัมมนาเรื่อง "จัดกระบวนทัพ SMEs ไทย สู่ตลาดภารตะ" ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยนายชุตินทร คงศักดิ์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดงานมีใจความตอนหนึ่งว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจอินเดียพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของนายกรัฐมนตรีนเรนทระ โมที ริเริ่มโครงการพัฒนาหลายด้าน จนทำให้อินเดียกลายเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก และมีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก ยิ่งไปกว่านั้นความต้องการและกำลังซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคของอินเดียนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยไม่ควรรอช้า รีบศึกษาหาข้อมูล แลกเปลี่ยนความรู้กับคนที่มีประสบการณ์ เตรียมพร้อมลงสนามการค้าการลงทุนในแดนอินเดียแบบเต็มตัว
ด้านนายสาธิต เซกาล ประธานสมาคมธุรกิจอินเดีย - ไทย กล่าวว่า ทัศนคติของคนไทยต่ออินเดียเป็นแบบกล้าๆ กลัวๆ ยิ่งการจะทำธุรกิจก็ยิ่งไม่กล้าเข้าไปใหญ่ มองอินเดีย นึกไปถึงแขกกับงู สิ่งนี้ทำให้ยอดการค้าไทยกับอินเดียไม่คืบหน้าเท่าไรนัก แต่เมื่อจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ไทย-อินเดีย ได้เพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ 9,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ เชื่อว่า 3 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ หากผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ ไทย - อินเดีย จะช่วยเพิ่มโอกาสการลงทุนในอินเดียให้กับตนเอง และยังมีส่วนช่วยส่งเสริมมูลค้าการค้าของ 2 ประเทศอีกด้วย
นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เมืองมุมไบ กล่าวถึงโอกาสด้านการทำธุรกิจของ SMEs ไทยในตลาดอินเดีย ว่า “ไทยแลนด์” เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งพอสมควรในอินเดีย หากธุรกิจไทยเข้าไปลงทุน ในลักษณะ "การเข้าไปผลิตและขายในอินเดีย" ( The Best Solution) จะเป็นการตอบโจทย์การค้ากับอินเดีย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในอินเดียที่อยู่ในระหว่างการขยายเมือง และพัฒนาประเทศ
ขณะที่ ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การทำธุรกิจในอินเดีย อย่ามองอินเดียแบบภาพรวม แต่ให้มองจำแนกเป็นรัฐ เนื่องจากศักยภาพของแต่ละรัฐมีความแตกต่างกัน ซึ่งในอินเดียมีความหลากหลายด้านภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ และศาสนา ซึ่งการเข้าไปทำธุรกิจในอินเดียเป็นเรื่องไม่ยาก หากต้องศึกษาตลาด และปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าให้เข้ากับกลุ่มผู้บริโภค
ผศ.ดร.ปิติ ได้ยกตัวอย่างว่า กลุ่มคนยากจนในอินเดียเป็นกลุ่มที่ท้าทายและน่าสนใจ ซึ่งปัจุบันประชากรในอินเดียมีประมาณ 1,200 ล้านคน ในจำนวนนั้น มี 900 ล้านคนอยู่ภายใต้เส้นขีดคั่นเป็นคนยากจน หรือเป็นกลุ่มผู้ที่มีรายได้ 20 รูปีต่อวัน เมื่อเทียบค่าเงิน 10 บาท ต่อวัน ซึ่งอย่ามองข้ามตลาดกลุ่มนี้ ที่ผ่านมา บริษัทไทยแห่งหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ "ลูกอมฮาร์ทบีท" สามารถเข้าไปเจาะตลาดนี้ได้ พวกเค้าได้เจียดเงินซื้อ 1 รูปี หรือ 5 สตางค์ เพื่อซื้อลูกอมที่เป็นน้ำตาลให้พลังงาน ซึ่งวิธีนี้เป็นทางที่ง่ายมากจะนำน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้พวกเค้าได้มีพลังงานในการทำงาน ดังนั้น หนึ่งวันบริษัทฮาร์ทบีทสามารถขายลูกอมในอินเดียได้ 5 ล้านเม็ดโดยเฉลี่ย
“นอกจากนี้ ถ้าจะขายของในอินเดีย จะต้องมีเทคโนโลยี เพราะคนอินเดียส่วนใหญ่ชอบเทคโนโลยี ซึ่งการใช้เทเลมาเก็ตติ้งก็เป็นสิ่งช่วยเสริมให้ความสามารถการขายได้มากขึ้นเช่นกัน” ผอ.ศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ จุฬาฯ กล่าว
ส่วน น.ส.สรารัศมิ์ ภัทรหิรัณย์คุณ นักวิชาการ สำนักสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการใช้ประโยชน์จากความตกลงเขตการค้าเสรีที่มีอยู่แล้วระหว่างไทยกับอินเดีย และอาเซียนกับอินเดีย ว่า การที่ผู้ประกอบอการจะส่งออกสินค้าไปยังอินเดีย จะต้องผ่านหลักการกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และนำมาพิจารณาประกอบกับประเภทสินค้าภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ที่มีอยู่ 82 รายการ และความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย ที่มีอยู่ 5,000 รายการ เพื่อใช้ประโยชน์ด้านภาษีที่ได้ตกลงกันไว้



