ข่าว

"เรืองไกร"ยื่นเพิ่มกกต.สอบนายกฯล้วงลูกโผตำรวจ

"เรืองไกร"ยื่นเพิ่มกกต.สอบนายกฯล้วงลูกโผตำรวจ

13 ส.ค. 2552

กมธ.ยุติธรรม สภาสูง เตรียมสอบข้อกล่าวหา นายกฯแทรกแซงกิจการตำรวจด้าน “เรืองไกร “ส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้กกต.อีกกรณีนายกฯ อาจมีส่วนล้วงลูกแต่งตั้งโยกย้ายตร.

 พ.ต.อ.สนธยา แสงเภา ส.ว.สรรหา ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วุฒิสภา เปิดเผยว่า ตามที่มีคำสั่งจากสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ผบ.ตร.ลงไปปฏิบัติราชการใน 3 จังหวัดภาคใต้และภูเก็ต ทั้งที่เพิ่งจะเดินทางกลับจากต่างประเทศ ดูแล้วเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบมาพากล อาจจะมีอะไรแอบแฝง ซ่อนเร้น ตนจึงได้ส่งเรื่องให้กมธ.การยุติธรรมและการตำรวจ วุฒิสภา ตรวจสอบ ซึ่งนายสมัคร ชวภานันทน์ ส.ว.สรรหา ประธานกมธ.การยุติธรรมฯ รับเรื่องเตรียมเข้าตรวจสอบแล้ว

 นอกจากนี้ ประธานคณะอนุกมธ.ผู้นี้ ยังบอกอีกว่า ตนได้รับเรื่องดังกล่าวเข้าตรวจสอบอีกทางหนึ่งในอนุกมธ.ชุดของตนด้วย เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาตั้งเป็นกระทู้ถามนายกฯต่อไป โดยประเด็นที่ขอให้มีการตรวจสอบคือ การกระทำของนายกฯในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ว่ามีพฤติกรรมส่อไปในทางแทรกแซงกิจการภายในของสตช.

 ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา เปิดเผยว่า ตนได้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมถึงประธานกกต.เมื่อวันที่ 13 ส.ค. กรณีนายกรัฐมนตรีกระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ตามที่เคยยื่นให้กกต.ตรวจสอบไปแล้วก่อนหน้านี้ เพื่อให้การตรวจสอบตามคำร้องมีข้อมูลประกอบการพิจารณาเพิ่มขึ้น คือ ตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 บัญญัติอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธาน ก.ต.ช. และประธานก.ตร. โดยตำแหน่ง ซึ่งทั้ง 2 ส่วนมีรูปแบบการทำงานในลักษณะคณะกรรมการ ดังนั้นทั้ง ก.ต.ช. และ ก.ตร. จึงมีสถานภาพเป็นคณะบุคคล ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง โดยมีการใช้อำนาจหน้าที่ในรูปของคณะกรรมการ หาใช่เป็นการใช้อำนาจในฐานะของกรรมการแต่ละคน

 " เมื่อพิจารณาประกอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 แล้วเห็นว่า การใช้อำนาจหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ เป็นการใช้อำนาจหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยคณะบุคคลที่ประกอบกันขึ้นเป็นคณะกรรมการ กรรมการแต่ละคนไม่สามารถใช้อำนาจหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นของคณะกรรมการได้ด้วยตนเองโดยลำพัง แม้ว่าคณะกรรมการนั้นจะอยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ และมีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมายก็ตาม"นายเรืองไกรระบุ

 ส.ว.สรรหา  กล่าวต่อว่า จากการพิจารณาขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ ก.ต.ช. หรือ ก.ตร. ตามที่กำหนดไว้ ประกอบกับความหมายของคณะกรรมการในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้เข้าใจว่า ก.ต.ช. หรือ ก.ตร. ย่อมต้องกระทำในนามคณะกรรมการเสมือนเป็นคณะบุคคล มิอาจไปกระทำการในฐานะกรรมการคนใดคนหนึ่งได้ ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรีได้มีพฤติการณ์อันอาจมีลักษณะก้าวก่ายหรือแทรกแซงการทำหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามความในหนังสือร้องนั้น อาจเข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 อันจะเป็นเหตุให้ต้องมีการพิจารณาว่าจะสิ้นสุดสมาชิกภาพความเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 182(7) หรือไม่