
การเงิน…วิทย์หรือศิลป์
คอลัมน์ ไลฟ์สตางค์ : โดย...ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]
วันก่อน ทางบริษัทได้ให้ผมเข้าร่วมทำแบบทดสอบกับสถาบันชั้นนำแห่งหนึ่ง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะหาเครื่องมือมาใช้ประเมิน และพัฒนาบุคลากรในองค์กร
ข้อสอบไม่ยาก ไม่ง่ายครับ เพียงแต่ต้องใช้ตรรกะ และความคิดในเวลาจำกัดที่บีบคั้นเราอยู่
หลังสอบ ผมยังแหย่กับเพื่อนๆ ที่ร่วมสอบด้วยกันว่า แบบทดสอบทั้งห้าชุด รวมๆ แล้ว สะท้อนให้เราเห็นเหมือนกันว่า เราถนัดทางไหนมากกว่ากัน
ระหว่าง “วิทย์” และ “ศิลป์”
พูดถึงเรื่องนี้ ผมว่า หลายๆ คนตอบตัวเองได้ บางคนถนัดเลขมาก คำนวณเก่ง สูตรต่างๆ ท่องได้ ตีโจทย์แตก ขณะที่บางคนก็เก่งในอีกมุม ถนัดกับการมองเป็นภาพ ศิลปะ การหว่านล้อม
จึงเสมือนโลกจงใจดีไซน์ ให้มีสองเรื่องที่บาลานซ์กัน ขาดส่วนใดไปไม่ได้
ก็คงเช่นเดียวกับเรื่องของการเงิน ที่สุดท้ายแล้ว ผมมองว่าเป็นเรื่องของสองศาสตร์ จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป ก็ไม่ลงตัว
การเงินเป็นวิทย์ ตรงที่เราต้องรู้จักธรรมชาติของดอกเบี้ย ต้องไม่กลัว ทำความเข้าใจ และรู้ไห้ได้ว่า ดอกเบี้ยแบบไหน คิดอย่างไร ทำความเข้าใจเป็นคอนเซ็ปต์
จะกู้บ้าน กู้รถ คำนวณแล้ว จ่ายดอกเท่าไหร่ ผ่อนไหวหรือไม่ รวมถึงที่ผ่อนกันมา ตัดต้นเป็นเท่าไหร ตัดดอกเท่าไหร่ และครั้นจะปิดกลบลบหนี้ คำนวณเงินต้นคงค้าง กันถูกต้องแค่ไหน
คล้ายๆ กับช่วยสอบทาน เวลาดูใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ อีกที เพื่อปกป้องประโยชน์ตัวเอง
รวมถึงหากต้องการเก็บเงิน เพื่อลงทุนซื้อบ้าน หรือเพื่อบั้นปลายในอนาคต ที่ต้องการใช้ชีวิตเกษียณแบบสบายๆ การคำนวณต้องเข้ามาเกี่ยวนิดๆ ครับ
ต้องบวกลบ คูณหาร สะระตะให้เป็นว่า ถ้าเก็บเท่านั้น เท่านี้ ภายในกี่ปีเราจะได้เท่าไหร่ หรือเอาเงินไปฝากออมได้ดอกเบี้ยมา รวมๆ แล้ว จะมีงอกเงยเท่าไหร่
ผมว่าเรื่องแบบนี้ อย่าไปกลัวครับ ค่อยๆ ทำความเข้าใจ ยิ่งรู้มาก ก็ยิ่งเป็นประโยชน์กับเรามาก ไม่มีใครเสียหาย จากความรู้เรื่องนี้
ในอีกมุมมอง ส่วนตัวผมว่า การเก็บเงินเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง เพราะแต่ละคนมีเทคนิควิธีไม่เหมือนกัน ตามจริต หรือการดีไซน์ให้เข้ากับพฤติกรรมของตน
ผมเคยเล่าหลายๆ ครั้ง บางคนชอบเก็บแบงก์เล็ก เจอทีไรไม่ใช้ บางคนก็หยอดเป็นกระปุก บางคนเก็บทุกต้นสัปดาห์ หรือบางคนเงินเดือนเข้าปุ๊บ กดให้ภรรยาดูแลทั้งก้อนทันที ก็เป็นศิลปะของการออมแบบหนึ่งที่เข้าท่า
หรือเวลาเพื่อนชวนไปดริงค์ ไปเที่ยวกลางคืน ที่ต้องใช้เงินเยอะ การจะปฏิเสธให้สุภาพ ไม่เสียน้ำใจ ก็เป็นศิลปวิธีของแต่ละคน
การจดบันทึกของที่อยากได้ และไม่ซื้อทันที รวมถึงไล่เรียงของสำคัญขึ้นก่อน ของที่ต้องใช้เงิน ที่จำเป็น และหมั่นเปิดดูทุกๆ วัน จนกระทั่งของที่อยากได้ หมดความต้องการไป
ผมว่าก็เป็นศิลปะในการบริหารจัดการแบบหนึ่งที่ลงตัว
ใครมีไอเดียดีๆ ที่อยากขยายความเรื่องนี้ ทั้งการลงทุน การออม และการบริหารจัดการด้านการเงินที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ และศิลปศาสตร์ มาเล่าสู่กันฟังได้นะครับ
หากได้ไอเดียดีๆ ใหม่ๆ จะได้เอามาต่อยอด มาบอกต่อเป็นความรู้ให้ทุกท่าน ขยายวงกว้าง ต่อไปไม่รู้จบ
ขอบคุณล่วงหน้านะครับ



