ข่าว

ซื้อสด-ซื้อผ่อนและผ่อนไม่ไหว

ซื้อสด-ซื้อผ่อนและผ่อนไม่ไหว

12 ก.ย. 2559

คอลัมน์ เงินทองต้องรู้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 

         คุณรัตนาเป็นผู้ฟังรายการเงินทองต้องรู้ ที่ออกอากาศทางวิทยุเอฟเอ็ม 90.5 เมกะเฮิร์ตซ์ และทางเว็บไซต์ www.nationradio.co.th วันก่อนคุณรัตนาโทรศัพท์มาถามในรายการว่า จะซื้อบ้านเงินสดดีมั้ย เป็นคำถามง่ายๆ ที่ตอบได้ง่ายๆ ว่า “ถ้ามีสตางค์ ก็ซื้อสดไป อย่าไปก่อหนี้ เสียดอกเบี้ยให้ยุ่งยาก” แต่ถ้าอธิบายเพิ่มเติม ก็ต้องบอกว่า “มีสตางค์” ในที่นี้ แปลว่า มีสตางค์เหลือจากการซื้อบ้านเงินสดเพียงพอที่จะใช้ในภาวะฉุกเฉิน ตามทฤษฎีว่าไว้ที่ 6 เดือนของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

         หมายความว่า หากคุณรัตนาประสงค์จะซื้อบ้านในราคา 5 ล้านบาทด้วยเงินสด แปลว่า หลังจากจ่ายค่าบ้าน ค่าตกแต่งเพื่อให้อยู่อาศัยได้แล้ว เธอต้องมีเงินสดเหลือสำหรับกรณีฉุกเฉินอีกอย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของเธอ ถ้ามีครบถ้วนตามนี้ การ “ซื้อสด” ก็ย่อมดีกว่าเป็นหนี้อยู่แล้ว

         ก่อนหน้าที่คุณรัตนาจะโทรศัพท์เข้ามาสอบถาม เคยมีน้องที่รู้จักและสนิทสนมกัน ก็ถามคล้ายๆ แบบนี้ แต่แตกต่างแค่ว่า กรณีของน้องคนนี้ การ “ซื้อสด” ของเธอหมายถึงการกวาดเงินทุกบาททุกสตางค์จากทุกบัญชีมารวมกัน เพื่อซื้อบ้านหลังที่เธอพึงพอใจ โดยหลังจาก “ซื้อสด” แล้ว เธอจะไม่มีเงินรองรังเหลือแต่อย่างใด มีเพียงรายได้จากงานประจำและต้องเริ่มต้นสร้างเงินออมรอบใหม่ คำแนะนำสำหรับกรณีนี้คือ เสี่ยงเกินกว่าจะ “ซื้อสด” เพราะงานประจำเพียงอย่างเดียวของเธอ ก็ใช่ว่าจะมั่นคง 100% และหากเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้น เธอไม่สามารถมีเกราะป้องกันภัยให้ตัวเองได้เลย

         การ “ซื้อผ่อน” แบบกู้ให้น้อยที่สุด จ่ายเงินดาวน์ให้มากที่สุด (เพราะเธอมีกำลังเพียงพอ) ผ่อนไม่ต้องมาก ผ่อนไม่ต้องยาว หมดหนี้ภายในเวลาสั้นๆ ดูเป็นคำแนะนำที่เหมาะสมที่สุด แต่ปัญหาของเธอไม่ได้จบลงแค่นั้น เนื่องเพราะผู้ใหญ่ที่บ้านไม่ต้องการให้ลูกหลานเป็นหนี้แม้แต่สตางค์เดียว คำแนะนำถัดมา คือ เธอต้องอดทนสะสมเงินออมอีกรอบจนกว่าจะมี “เงินเหลือ” มากพอเสียก่อน

         ปัญหาของคุณรัตนา “ซื้อสด” หรือของน้องคนนี้ “ซื้อผ่อน (แบบกู้น้อย)” ดูจะห่างไกลกับปัญหาของคนส่วนใหญ่ นั่นคือ “ผ่อนไม่ไหว” โดยเฉพาะในภาวะที่รายได้ไม่เพิ่ม แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่ม กดดันให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง ถ้าใครกำลังเผชิญปัญหานี้ มีคำแนะนำจาก “กูรู” สองสำนักมาฝาก

         สำนักแรก บริการที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุน K-Expert ของธนาคารกสิกรไทย แนะนำว่า กรณีผ่อนบ้านไม่ไหว หากยังมีอายุไม่มากนัก แนะนำให้ติดต่อสถาบันการเงินเพื่อขอขยายระยะเวลาผ่อนออกไป ซึ่งจะส่งผลให้ยอดการผ่อนรายเดือนลดลง เช่น ขยายจากการผ่อน 25 ปี เป็น 30 ปี เป็นต้น หรือขอรีไฟแนนซ์ เพื่อลดอัตราดอกเบี้ย แต่ก่อนจะขอรีไฟแนนซ์ แนะนำให้ศึกษาข้อมูลให้ดีว่า อัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ลดลงนั้น คุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการขอรีไฟแนนซ์ เช่น ค่าธรรมเนียมประเมินหลักประกัน ค่าธรรมเนียมจดจำนอง รวมถึงค่าปรับที่อาจต้องจ่ายให้กับสถาบันการเงินเดิมของเราในกรณีที่ขอรีไฟแนนซ์ในช่วง 3 ปีแรก ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะปรับอยู่ที่ 2-3% ของวงเงิน

         หากเป็นกรณีที่มีภาระหนี้คงเหลือไม่มากนักและมีสวัสดิการการเงินอื่นๆ จากบริษัทที่ทำงานอยู่ เช่น สวัสดิการกู้ยืมที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราเดิมที่เราจ่ายอยู่ ก็แนะนำให้ลองพิจารณาทำเรื่องขอกู้เงินจากสวัสดิการมาปิดภาระหนี้บ้าน ก็จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้ สุดท้ายคือ หารายได้เพิ่ม ด้วยการแบ่งพื้นที่บ้านบางส่วนเพื่อสร้างรายได้ เช่น ปล่อยเช่า เป็นต้น

         สำหรับผู้ที่มีปัญหาการผ่อนรถ สามารถขอรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินเดิมที่เราผ่อนชำระอยู่ วิธีนี้จะช่วยยืดระยะเวลาในการผ่อนและแบกภาระผ่อนรายเดือนน้อยลง แต่โดยทั่วไปแล้ว การขอรีไฟแนนซ์รถกับสถาบันการเงินเดิมมักจะมีเงื่อนไขว่า จะรีไฟแนนซ์ได้ก็ต่อเมื่อเราเหลือเวลาการผ่อนต่ำกว่า 12 เดือน และขอรีไฟแนนซ์ได้สูงสุดไม่เกิน 60 เดือน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและการพิจารณาของสถาบันการเงินนั้นๆ หรือหากมีรถอยู่แล้ว 1 คันที่หมดภาระผ่อนแล้ว แนะนำให้ลองพิจารณานำรถคันดังกล่าวแปลงเป็นเงินสด โดยการใช้บริการสินเชื่อรถช่วยได้ โดยสามารถแปลงเป็นวงเงินสูงสุด 80-120% ของราคาประเมิน และมีระยะเวลาผ่อนชำระ 12-60 เดือน ในอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ สำหรับวิธีนี้ เราสามารถนำเงินก้อนนี้ไปปิดหนี้รถเพื่อที่จะได้ส่วนลดดอกเบี้ย 50% อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจ ควรพิจารณาให้รอบคอบว่า ส่วนลดดอกเบี้ย 50% นั้นคุ้มกับดอกเบี้ยใหม่ที่ต้องจ่ายให้กับสินเชื่อรถช่วยได้หรือไม่

         ส่วนคำแนะนำจากสำนักที่สอง ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) บอกว่า หากกำลังอยู่ในสถานการณ์เงินไม่พอใช้หนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ไม่ก่อหนี้เพิ่ม เพื่อไม่ให้เงินต้นและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม จากนั้นให้สำรวจพฤติกรรมการใช้เงิน อาจทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อดูว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ไม่จำเป็นและพอจะลด ละ เลิก ได้บ้าง เช่น เหล้า บุหรี่ หวย เที่ยวกลางคืน ของแบรนด์เนม ก่อนที่จะพยายามหารายได้เสริม จากความสามารถพิเศษที่มี เช่น ทำขนมขาย รับจ้างซ่อมแซมสิ่งของ ประกวดความสามารถชิงรางวัลต่างๆ​ และสุดท้ายคือ ไม่ควรหนีหน้าเจ้าหนี้ เพราะอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น

         แต่หากยังไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด อาจใช้วิธีเข้าไปหารือกับสถาบันการเงิน เพื่อปรึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น ขอลดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละงวดจนกว่าจะสามารถกลับไปชำระเงินในแบบเดิมที่เคยตกลงกันไว้ เรียกว่า ขอปรับโครงสร้างหนี้

         โดยการปรับโครงสร้างหนี้จะเกิดขึ้นในกรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามสัญญาเงินกู้เดิม ลูกหนี้จึงประสงค์ที่จะขอผ่อนปรนการชำระหนี้กับสถาบันการเงินตามความสามารถ โดยสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้จะเป็นแนวทางที่ลูกหนี้สามารถที่จะชำระหนี้ได้ตลอดสัญญา และลูกหนี้ไม่ควรผิดนัดชำระอีก ดังนั้น ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ลูกหนี้ควรชี้แจงสาเหตุหรือปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่สถาบันการเงินได้ตามความเป็นจริง เพื่อให้สถาบันการเงินนำข้อมูลที่เป็นประเด็นปัญหาไปประกอบการพิจารณาอนุมัติการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อไป

         การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต้องมีการทำสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม โดยข้อตกลงของสัญญานั้น จะขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างลูกหนี้และสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ ซึ่งอาจเป็นข้อตกลงเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ตามสัญญาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น เรื่องอัตราดอกเบี้ย หรือระยะเวลาการชำระหนี้

         เมื่อมีปัญหา “ผ่อนไม่ไหว” ก็ต้องหาทางแก้ไข แต่ถ้าไม่อยากให้ชีวิตเดินมาถึงจุดต้องแก้ไขแบบนี้ ก่อนกู้ทุกครั้ง ไม่ใช่ประเมินแค่ความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเองเท่านั้น แต่ต้องประเมินย้อนไปถึงความสามารถในการหารายได้ของตัวเองด้วย