
ทิศทางการพัฒนาเกษตรไทย ภายใต้โมเดล“ไทยแลนด์ 4.0
โดย - ดลมนัส กาเจ
ท่ามกลางที่รัฐบาลกำลังพลักดันนโยบายเกษตร-อุตสาหกรรม ภายใต้โมเดล “ไทยแลนด์ 4.0 ” หรือประเทศไทย 4.0 น. หลายคนกำลังจับตามองว่า รูปแบบจะเป็นอย่างไร ล่าสุดบนเวทีสัมมนาหัวข้อทิศทางการพัฒนาเกษตรไทย ภายใต้โมเดล “ไทยแลนด์ 4.0 ” จัดโดยสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อิมแพ็คเมืองทองธานี และสภาเกษตรกร ในงาน“ซีมา อาเซียน ไทยแลนด์ 2016 ” ทีศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งในส่วนของภาครัฐ เอกชน และตัวแทนภาคเกษตรกร ได้สะท้อนแนวทางในหลายมิติล้วนแต่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “จากเกษตรแปลงใหญ่ "ประชารัฐ" สู่ ไทยแลนด์ 4.0 " บนเวทีสัมมนาว่า ในยุคนี้รัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรที่ถูกทาง เริ่มมีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมแล้ว นับตั้งแต่เกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ เพื่อนำไปสู่ประเทศไทย ภายใต้โมเดล"ไทยแลนด์ 4.0 " ตามเป้าหมายที่วาง ตามแผนพัฒนาภาคการเกษตรภายใน 20 ปีข้างหน้านี้ เพราะทั่วโลกมองว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ประกรเพิ่มขึ้น ภาคการเกษตรซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลิตอาหารจะไปทางไหน
นายโอฬาร พิทักษ์
แต่กระนั้นในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม การทำเกษตรที่จะให้อยู่รอดได้ ต้องอนยู่บน 3 ฐานรากที่สำคัญจึงตอบโจทย์ใหญ่ของการเกษตรได้ คือ 1 ฐานองค์ความรู้กับเทคโนโลยี ที่รัฐบาล พยายาม นำวิธีการเหล่านี้ ลงไปสู่ชาวบ้านมาโดยตลอด เพราะปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาด้านขาดแคลนแรง จึงจำเป็นที่จะต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อลดต้นการผลิต และเพิ่มผลิตที่มีคุณภาพด้วย
ฐานรากที่ 2. การตลาด ซึ่งตรงนี้ประเทศไทยน่าเป็นห่วง เพราะวิถีการตลาดการเกษตรของไทย ยังเป็นรูปแบบเดิมๆ เน้นการผลิตเพื่อหยังชีพ ต้องเปลี่ยนใหม่ให้เกษตรกอุตสาหกรรม ต้องทำการลาดนำการผลิต เกษตรกรจึงจะอยู่ได้ ต้องผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการ แต่ปัญหาเดิมๆคือเราไม่มีตลาด ทั้งตลาดกลางด้านการเกษตร ตลาดล่วงหน้า รนวมถึงตลาดเสรี ต่อไปต้องทำการตลาดให้คอนโทรลการผลิตให้ได้ และฐานรากสุดท้ายคือการบริหาร จัดการ เพราะโจทย์วันนี้ คือเราทำนาแปลงใหญ่เพื่อจะแก้ปัญหาตลาดการและจัดการและเทคโนโลยีให้เข้าถึงเกษตรกรอย่างแท้จริง
“ภาคการเกษตรบ้านเรา เป็นรายย่อย การนำเทคโนโลยี ไม่คุ้มกับการลงทุน ฉะนั้นต้องรวมตัวเป็นเกษตรแปลงใหญ่ รัฐบาลจะช่วยเหลือในด้านเทคโนโลยีในนามกลุ่มหรือสถาบันเกษตรกร โดยให้เกษตรกรช่วยกันดูแลและเป็นเจ้าของ เพราะเกษตรแปลงใหญ่เป็นจักรกลสำคัญในการที่จะให้การเกษตรภายใต้โมเดลไทยแลนด์ 4.0 ได้ ตอนนี้เราทำมาแล้วกว่า 5-600 แปลงเป้นการนำร่องไปก่อน” นายโอฬาร กล่าว
ขณะที่เดียวกัน อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุอีกว่า ขณะที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคเกษตรกรรม (Young Smart Farmer) และเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) เพื่อต่อยอดในการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรต่อไป
สอดคล้อแนวคิดของนายเสน่ห์ วิชัยวงษ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรแห่งชาติ ที่ระบุ การพัฒนา เกษตรกร ที่บ้านเรา เป็นแปลงเล็กๆและรายย่อย จะให้ พัฒนาก้าวข้ามไป เป็นเกษตร 4.0 ต้องพัฒนาที่ คนและนโยบายสนับสนุนของภาครัฐต้อง ออกมา ให้ ชัดเจนคือถ้าก้าวข้ามกับดัก 2.0 และ 3.0 ที่ผลิตและขายวัตถุดิบอย่างเดียว ออกไปให้ได้ ซึ่งภาคเอกชน มีส่วนสำคัญที่จะนำทางด้านทุนและเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุน เป้าหมาย คือการบริหารจัดการ เกษตรกรจะต้องก้าวไปเป็นผู้ประกอบการสร้างแบรนด์ของตัวเองสร้าง story ของตัวเองขึ้นมาให้ได้
ด้านนายอำนาจ บุตรทองคำวงษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการส่วน-ส่งเสริมนวัตกรรมการเกษตรบริษัท สยามคูโบต้า คอปอเรชั่น จ่ากัด ได้ยกตัวอย่าง การพัฒนา ของบริษัท ที่ภาคเอกชน พยายามผลักดันจากเกษตรดั้งเดิม ไปเกษตรสมัยใหม่และจะต่อไปยังเกษตรล้ำยุค ที่ต้องนำองค์ความรู้มาผสมผสานให้เหมาะเหมาะกับเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ทั้งต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำเราส่งเสริมด้านเทคโนโลยีให้แต่ละกลุ่มเพื่อให้มีการลดต้นทุนให้เกษตรกรโดยการรวมกลุ่มนอกจากนี้ยังได้ยกตัวอย่าง 10 เทคโนโลยีที่เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรมานำเสนออีกด้วย โดย สิ่งที่สยามคูโบต้าได้ดำเนินการในรูปแบบเกษตรกแปลงใหญ่ พบว่ามารถลดต้นทุนและบริหารจัดการได้ดีขึ้น
ส่วนนายธนัช ทรงเมธากฤษ ผู้จัดการพัฒนาธุรกิจ บริษัท ธาอัส จ่ากัด บอกว่า เกษตรเกษตรแปลงใหญ่ต้องมีความแม่นยำ ทางบริษัท จึงเข้าอุปกรณ์เครื่องบอกตำแหน่งและพิกัดของพื้นเป้าหมายทางการเกษตร หรือจีพีเอส(GPS) เครื่อวัดระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อเก็บข้อมูล และบอกตำแหน่งในพื้นที่กว้างสำหรับแปลงเพาะปลูกพืชเศณษฐกิจ หรือจีไอเอส(GIS) ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ผ่านสัญญาณดาวเทียม สำหรับติดตั้งบนเครื่องจักรกลการเกษตร โดยเฉพาะรถแทรกเตอร์ และล่าสุดได้นำเครื่องเลเซอร์สำหรับปรับพื้นที่การเกษตรให้เสมออยู่ในระดับเดียวกันทั้งแปลง มาจากประเทศสหรัสอเมริกา พร้อมได้ออกแบบและผลิตอุปกรณ์การเกษตรที่เหมาะกับสภาพของประเทศไทย อาทิ อุปกรณ์ปรับหน้าดินจำพวกใบมีดลากหลังของรถแทรกเตอร์ ก่อนทำการเพาะปลูก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ให้มากที่สุด ในการผลิต
นอกจากนี้ เทคโนโลยีต่างๆสามารถเลือกได้ให้เหมาะสมประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมเป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้เป็นทางเลือกของผู้ประกอบการด้านการเกษตรในอนาคต ที่ใช้เทคโนโลยีความแม่นยำสูง มายกตัวอย่าง เช่นการปรับพื้นที่ของเกษตรกร ก่อนทำการเพาะปลูก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ให้มากที่สุด ในการผลิต นอกจากนี้ เทคโนโลยีต่างๆสามารถเลือกได้ให้เหมาะสมประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมต่อไป
ทั้งหมดเป็นทรรศนะและมุมของผู้ที่มีส่วนที่จะผลักดันภาคการเกษตรไทยให้ดีขึ้นในที่เป็นหน่วยงานของรัฐ เอกชนและตัวแทนในส่วนของเกษตรกรด้วย



