
ปลูกพริกปลอดภัย (2)
โดย - รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ
ช่วงนี้ข่าวเกี่ยวกับสารพิษตกค้างในผักและผลไม้เกินค่ามาตรฐานกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บอกกันว่าในพริกมีสารตกค้างในปริมาณที่น่าเป็นห่วง อาจเรียกได้ว่ามีสารตกค้างมากที่สุดในบรรดาผักและผลไม้ทั้งหลาย เพราะว่าในกระบวนการปลูกพริกนั้น เกษตรกรมีการใช้สารเคมีกันมาก เพื่อจัดการกับโรคและแมลงสำคัญ 2-3 อย่างคือ โรคแอนแทรกโนส และหนอนเจาะผลพริก
ความจริงแล้วพืชทุกชนิดล้วนแล้วแต่มีศัตรูเข้าทำลายบ้างไม่มากก็น้อย และในขณะเดียวกัน ถ้าเรียนรู้ให้ลึกซึ้งลงไปก็จะพบว่าศัตรูพืชเหล่านั้น ก็มีศัตรูธรรมชาติเช่นกัน ฉะนั้นการปลูกพริกปลอดภัยก็เช่นกัน อาจมีการใช้ศัตรูธรรมชาติ เช่นแมลงตัวห้ำ ตัวเบียน ต่างๆ ซึ่งหากมีการใช้ยาฆ่าแมลงอย่างพร่ำเพรื่อ ผลก็คือศัตรูธรรมชาติของแมลงเหล่านั้นก็จะถูกทำลายไปด้วย
ดังนั้น เมื่อมีการใช้สารเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทครอบจักรวาลที่สามารถกำจัดแมลงได้หลายชนิด ก็จะมีส่วนทำให้แมลงที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ถูกทำลายไปด้วย ผลก็คือ เมื่อมีแมลงระบาด แต่ไม่ได้มีการพ่นยาฆ่าแมลงหรือพ่นไม่ทัน การระบาดก็จะเกิดได้อย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีศัตรูธรรมชาติคอยช่วยเหลือ
ส่วนโรคของพริกที่สำคัญอย่างเช่นโรคแอนแทรกโนส ถึงแม้จะควบคุมได้ยาก แต่ก็สามารถป้องกันหรือลดความเสียหายได้ ประการแรกคือ ต้องรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ว่ามีโรคเกิดขึ้นในแปลงแล้ว ในช่วงต้นคงต้องหาทางทำลายส่วนนั้นด้วยมือ ก่อนที่จะไปถึงขั้นการใช้ยาหรือปล่อยให้ระบาดจนทั่วแปลง เร่ืองการถอนต้นที่เป็นโรคทิ้งนั้น เป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากสำหรับเกษตรกร แต่หากเข้าใจถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมา ก็ต้องยินยอมถอนทำลายต้นที่เป็นโรคทิ้ง และสิ่งที่สำคัญคือเมื่อถอนทิ้งแล้ว ควรเผาไฟทำลายด้วยความร้อน เพราะหากทิ้งไว้ในแปลง โรคก็สามารถระบาดเพิ่มเติมได้อีก หากจำเป็นต้องใช้ยาก็สามารถใช้ได้ แต่ควรต้องหยุดใช้ก่อนการเก็บเกี่ยวตามคำแนะนำของยาแต่ละชนิด
การปลูกพริกให้ปลอดภัยนั้น ไม่ได้หมายความว่าห้ามใช้สารเคมีใดๆ เพียงแต่ว่าถ้าจำเป็นต้องใช้ ก็ควรใช้ด้วยความรู้ คือรู้ทั้งธรรมชาติของโรคและแมลงศัตรูแต่ละชนิด รู้สรรพคุณของยาที่จะใช้ และหาทางใช้อย่างเหมาะสม
ส่วนวิธีการต่างๆ ที่เล่ามานั้น หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงทฤษฎี ไม่สามารถนำมาใช้จริงได้ หรือเป็นเพียงแต่หลักการ แต่ว่าจริงๆ แล้ว ทีมงานของอาจารย์วีระ ภาคอุทัย จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พยามยามสร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกพริกปลอดภัยของจังหวัดชัยภูมิ โดยมีการรวมกลุ่มเกษตรกร และวางแผนการผลิตร่วมกัน และมีการใช้แนวการผลิตตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสมหรือ GAP
ในการปฏิบัติ ถึงแม้จะมีการใช้สารเคมีบ้าง ก็ใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ผ่านการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน GAP ของกรมวิชาการเกษตร หัวใจสำคัญคือ เกษตรกรต้องรวมกลุ่มกัน โดยเป็นกลุ่มประมาณกลุ่มละ 20-30 ราย และแต่ละรายจะปลูกพริก 1-2 ไร่ ถามว่าทำไมปลูกเพียงแค่นั้น
คำตอบก็คือหากปลูกมากกว่านี้การดูแลจะไม่ทั่วถึง และเมื่อนั้นคือหายนะของการปลูกพริก เพราะว่าการดูแลที่ใกล้ชิดทำให้สามารถควบคุมโรคและแมลงอย่างได้ผล โดยการลงแปลงตรวจตราอย่างละเอียด และการรวมกลุ่มเกษตรกรก็เพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพพริกซึ่งกันและกัน เพื่อรักษาชื่อเสียงและคุณภาพพริกของกลุ่ม พ่อค้าที่มารับซื้อก็มีความเชื่อมั่นในคุณภาพ จึงสามารถกำหนดให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดได้
สรุปว่า ได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย รูปแบบการผลิตแบบนี้น่าจะเป็นตัวอย่างอันดีสำหรับการผลิตพืชอื่นๆ ต่อไป



