“บิ๊กต๊อก”รับ“ศอ.ตช.”สามารถแก้ปัญหาทุจริตได้เพียงระยะสั้น
"บิ๊กต๊อก "ลั่นต้องเน้นสร้างระบบป้องกันมากกว่าปราบปราม
เมื่อเวลา 18.00 น.ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในงานวันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ 2559 นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย)กล่าวสรุปผลงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนว่า เมื่อ5ปีที่แล้วองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นได้เคยจัดกิจกรรมเชิญชวนเกี่ยวกับการต้านโกงแต่มีประชาชาชนบางส่วนหัวเราะเยาะเย้ยว่าทำไปเพื่ออะไรกฎหมายศักดิ์สิทธิ์แล้วหรือไม่จนมาสู่การจัดงานในวันนี้ซึ่งตนไม่ได้ผิดหวังจนต้องมาพึ่งกรรมสนองโกงเพราะเชื่อว่าถ้าทำชั่วคดโกงชาติย่อมได้รับผลกรรมอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามขณะนี้การบังคับใช้กฎหมายของเราเริ่มจะเห็นผลแล้วกระบวนการยุติธรรมกลับมาเป็นที่พึ่งให้ประชาชนอีกครั้ง กลไกเริ่มขับเคลื่อนคนโกงเริ่มถูกตีแผ่ทุกคนเริ่มตาสว่างก็ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยกันต่อสู้กับการทุจริตไม่ท้อถอย
“วันนี้คนโกงกำลังถูกกฎหมายลงทัณฑ์และกำลังได้รับผลกรรมดังนั้นต่อจากนี้ทุกคนต้องช่วยกันปลูกฝังป้องกันต่อต้านโกงให้ประเทศชาติก้าวหน้า กรรมกำลังสนองโกง จะไม่มีที่ยืนแม้หนทางจะยังอีกยาวไกลแต่ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นแล้วเพราะฉะนั้นทุกคนต้องช่วยกันฝ่าฟันไป”นายประมนต์กล่าว
ขณะที่ พล.อ.ไพบูลย์คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจิตแห่งชาติ(ศอ.ตช.)กล่าวในหัวข้อกระบวนการยุติธรรมในการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่น ว่า ปัญหาทุจริตไม่ใช่ว่าทุกคนจะไม่ทราบมาก่อนโดยเฉพาะทุกรัฐบาลทราบดี เมื่อประมาณ40ปีที่แล้ว เคยมีอดีตนายกฯพูดว่าถ้าประเทศไทยหยุดการโกงสัก2ปีถนนในประเทศไทยจะลาดด้วยทองคำแต่จนถึงวันนี้ก็ยังมีการโกงกันอยู่ หลายคนอาจเข้าใจว่าต้องทุจริตที่เงินแต่ไม่ใช่เพราะอำนาจผลประโยชน์และทรัพยากรก็มีส่วนต่อตำแหน่งหน้าที่ด้วย ทำให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบขึ้นรัฐบาลจึงต้องจัดตั้งศอ.ตช.ขึ้นมาเพื่อจัดการจากองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดการทุจริตมี3ด้านคือบุคคล องค์กรและกฎหมาย
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับตัวบุคคลผู้ที่มีปัญหามากที่สุด คือ ข้าราชการการเมืองหรือนักการเมืองกับข้าราชการประจำ เป็นส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาทุจริตมากที่สุดโดยมีภาคธุรกิจเป็นส่วนประกอบในด้านผลประโยชน์มาหยิบยื่นให้แต่ถ้านักการเมืองข้าราชการประจำไม่ยอมรับเสียอย่าง การทุจริตในผลประโยชน์ก็ไม่เกิดขึ้นขณะที่ด้านองค์กรไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระหรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็ยังพบปัญหาคดีความต่างๆที่ยังค้างคาอยู่และองค์ประกอบสุดท้าย คือ กฎหมายที่ยังมีช่องว่างให้เกิดทุจริตเอื้อต่อข้าราชการและล้าหลังอยู่ โดยเฉพาะระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างส่งผลให้ไม่สามารถลงโทษคนผิดได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามศอ.ตช.สามารถแก้ไขปัญหาทุจริตได้เพียงระยะสั้นโดยดึงเอาภาคเอกชนองค์กรอิสระเข้ามาร่วมบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อดำเนินการจัดการกับนักการเมืองหรือข้าราชการประจำที่ทุจริต จะเห็นได้ว่ามีคำสั่งมาตรา44ออกมาเพื่อจัดการกับเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งศาลปราบทุจริตขึ้นมาอีกด้วย ยืนยันว่าศอ.ตช.จะไม่ก้าวก่ายแทรกแซงองค์กรอิสระในการตรวจสอบทุจริต
“ผมอยากเรียนว่ามันไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ใน2ปีที่ผ่านมาเราทำได้เพียงระยะสั้นแต่ถ้าให้ผมประเมินก็ถือว่าดีขึ้นแต่เสียงประชาชนก็ยังพร่ำบ่นว่ามีการทุจริตอยู่ ผมเชื่อว่าการแก้ปัญหาระยะยาวคือการมีศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตหรือศปท.ในทุกกระทรวงและจะต้องสานต่องานจากศอ.ตช.ด้วย ในอนาคตไม่ว่าจะเป็นมาตรา44ที่ใช้โยกย้ายข้าราชการหรือมาตรการต่างๆที่ออกมาไม่ได้ช่วยแก้ไขได้ในระยะยาวเพราะเป็นการปราบปรามที่ต้องสูญเสียงบประมาณ นโยบายก็ติดขัด ดังนั้นเราต้องเน้นสร้างระบบป้องกันมากกว่ามาปราบปราม จะไม่เกิดการสูญเสียอีก สุดท้ายนี้เรามีเวลาบริหารประเทศอีก1ปีเราวางรากฐานปฏิรูปด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไว้ค่อนข้างดีแล้ว ปีหน้ามีการเลือกตั้งขอให้ประชาชนช่วยเลือกคนดีมีคุณธรรมมาสานงานต่อให้ได้เพราะทุจริตกว่า40ปีที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ได้ใน2ปียังไงก็ขอให้เลือกคนดีๆนะ”พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
////////



