ข่าว

วอน!! "นายกฯตู่" ช่วย "ร้านนวด"

วอน!! "นายกฯตู่" ช่วย "ร้านนวด"

10 ก.ย. 2559

“ไพบูลย์ นิติตะวัน” เรียกร้อง“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ดูแลความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประกอบการร้านสปา-นวดที่ได้รับผลกระทบในช่วงรอยต่อของการประกาศใช้กฎหมายใหม่

 

            10 ก.ย. 59 – นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปท. เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านกรณีผู้ประกอบการร้านนวดแผนไทยที่ จ.เชียงใหม่ ที่เดือดร้อนจากการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ในช่วงรอยต่อที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ คือ พระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ 2559 ที่จะมีผลบังคับใช้ในปลายเดือนนี้ คือ 27 กันยายน วันนี้จึงได้โทรศัพท์ไปสอบถามข้อมูลจาก พล.ต.ต.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผู้บังคับการตำรวจเชียงใหม่

            “ท่านผู้การฯก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ท่านได้สั่งการให้มีการดูแลเรื่องนี้แล้ว และท่านยังบอกว่าได้ปรึกษาหารือกับผู้ว่าราชการเชียงใหม่ และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ซึ่งดูแลพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อดูแลความเดือดร้อนของประชาชนในเรื่องนี้ด้วย” นายไพบูลย์ กล่าว

            นายไพบูลย์ กล่าวว่า ทราบว่าในระหว่างที่กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้นี้ ทางผู้ประกอบการร้านนวดได้ไปยื่นเรื่องต่อสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)เชียงใหม่ เพื่อขอใบอนุญาตตามกฎหมายใหม่แล้ว นั่นก็แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามปกติสามารถผ่อนปรนได้ในช่วงรอยต่อแบบนี้ เพราะถ้าเข้มงวดโดยไม่ดูเจตนารมณ์ของกฎหมาย ก็จะทำให้เกิดปัญหาทั้งผู้ประกอบการ พนักงานที่ให้บริการ รวมไปถึงธุรกิจการท่องเที่ยวซึ่งไม่เป็นประโยชน์

            “ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ในยุคนี้ คือ ยุค คสช. คงเอาใจใส่ดูแลความเดือดร้อนของประชาชน เชื่อว่ากระบวนการแก้ปัญหาของผู้ใหญ่ที่เชียงใหม่จะช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ และขอฝากท่านนายกฯช่วยกรุณาพิจารณาประเด็นนี้ เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนด้วย” อดีต สปท. กล่าว

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ "คมชัดลึก" ได้เสนอข่าวว่าร้านนวดแผนไทยที่จังหวัดเชียงใหม่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดและใช้ช่องโหว่ของกฎหมายในช่วงรอยต่อที่กฎหมายฉบับใหม่กำลังจะมีผลบังคับใช้มาเรียกรับผลประโยชน์และบางร้านไม่สามารถเปิดกิจการได้ตามปกติ

            แหล่งข่าวจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ ยอมรับว่า ที่ผ่านมากฎหมายมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ระหว่าง พระราชบัญญัติสถานบริการ 2509 ของกระทรวงมหาดไทย กับประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ทำให้เกิดความสับสนในการขอใบอนุญาตของผู้ประกอบการ ในจำนวนร้านนวดแผนไทยและร้านสปาทั่วประเทศที่มีอยู่ทั้งหมดมากกว่า 1 หมื่นแห่ง มีมาขอใบรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขเพียงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนใหญ่จะมีเฉพาะใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ที่ของจากท้องถิ่นเท่านั้น จุดนี้เป็นช่องโหว่ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจจับ

            “ความจริงหากผู้ประกอบการร้านไหนไปยื่นขอใบอนุญาตตามกฎหมายใหม่ที่ สสจ.แล้ว ก็น่าจะผ่อนผันให้เขาสามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติได้ เพราะพวกเขาไม่ได้มีเจตนาทำผิดกฎหมาย แต่เพราะไม่รู้ และเป็นปัญหาของตัวกฎหมายเอง นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องออกกฎหมายฉบับใหม่ ต่อไปพวกเขาจะมีใบอนุญาตเพียงใบเดียวคือจาก สบส.โดยขอผ่าน สสจ. และทางการสามารถเข้าไปกำกับดูแลและยกมาตรฐานของสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ให้เป็นที่ยอมรับทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่นิยมไปใช้บริการ” แหล่งข่าวกล่าว