
ปั้นเครื่องสำอางสปาพันธุ์ไทยชูสารสกัดสมุนไพร
ปั้นเครื่องสำอางสปาพันธุ์ไทยชูสารสกัดสมุนไพร-ผลไม้ตอบโจทย์ตลาดนอก : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยกุมุทนาถ สุตนพัฒน์
“สวรรค์ที่จับต้อง” คือแนวคิดสำคัญของการก้าวสู่ธุรกิจเครื่องสำอางแนวสปาที่มีสารสกัดหลักจากสมุนไพรและผลไม้ไทย ผลิตภัณฑ์ดูแลตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ภายใต้แบรนด์ “ROSTEDT” ซึ่งมีบริษัท ซูพีเรียร์ คอนเซ็ป คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย เป็นการส่งออกไปประเทศในแถบยุโรปเกือบทั้งหมดเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา
“มัณฑนา โรสเตค” ผู้จัดการบริษัท ซูพีเรียร์ฯ เล่าว่า บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2549 โดยผู้จุดประกายคือสามีชาวฟินแลนด์ของเธอนั่นเอง ซึ่งหลังจากสามีจบมหาวิทยาลัยด้านการตลาด ก็เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลผมจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่นำเข้ามาจำหน่ายในยุโรปอยู่เป็นเวลา 10 ปี ในเส้นทางของการทำงานก็ได้เก็บเกี่ยวและเรียนรู้หาประสบการณ์ ทั้งเรื่องตลาด ดีมานด์ ซัพพลาย รวมถึงการทดลองคิดค้นผลิตภัณฑ์ ถือว่าได้วิชาความรู้มามากมาย จนถึงวันหนึ่งคิดว่าควรออกมาทำธุรกิจของตัวเองน่าจะดีกว่าทำงานให้คนอื่นร่ำรวย
“ความที่สามีเป็นชาวฟินแลนด์ รู้จักวัฒนธรรมของผู้คนที่แถบนั้น รู้ว่าคนยุโรปหรือคนสแกนที่อยากมาเมืองไทย อยากได้ความเป็นไทย อยากกินอาหารไทย อยากซึมซับกลิ่นอายความเป็นไทย รวมถึงสปาไทย เราก็คิดกันว่าเราจะผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ตรงนี้ โดยที่เขาไม่ต้องมาถึงเมืองไทยก็ได้ผ่านแนวคิด สวรรค์ที่จับต้องได้”
เมื่อได้ไอเดียในการทำธุรกิจ มัณฑนาและสามีจึงตัดสินใจ ขายบ้านขายรถยนต์ที่ต่างประเทศ ได้เงินมาประมาณ 2 ล้านบาท จากนั้นก็ย้ายกลับมาเมืองไทย และเมื่อมาถึงก็ใช่ว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจได้ทันที เพราะในการผลิตสินค้าเธอและสามีใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการคิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ และคัดเลือกโรงงานที่ได้มาตรฐานในการผลิต ซึ่งได้โรงงานในย่านบางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อทำการผลิตในช่วงปีแรกประมาณปี 2550 สินค้าที่ผลิตภัณฑ์จะถูกส่งออกไปจำหน่ายในยุโรปทั้งหมด
เหตุที่ผลิตเพื่อส่งออกทั้งหมด เพราะเชื่อว่ามีความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบการนำเข้าของยุโรปเป็นอย่างดี เพราะเคยอาศัยอยู่ในต่างประเทศมาก่อนและอยู่ในแวดวงนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องสำอางมาก่อน ถือว่าเป็นจุดที่ได้เปรียบ ที่สำคัญเครื่องสำอางสารสกัดจากสมุนไพรและผลไม้ไทยในต่างประเทศมีอยู่น้อยมาก จึงมั่นใจว่าไม่มีใครแข่งขันได้ และจุดเด่นอีกอย่างคือ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไม่มีสารต้องห้ามใดๆ ในยุโรป เนื่องจากที่โน่นรัฐบาลเข้มงวดไม่ต้องการให้สิ่งแวดล้อมและประชาชนได้รับสารเคมีที่เป็นอันตราย หรือพูดง่ายคือใช้สารที่เป็นมิตรต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมนั่นเอง
“ชื่อแบรนด์ ROSTEDT ที่เราหยิบยกขึ้นมาเป็นแบรนด์สินค้านั้น มาจากนามสกุลของสามีนั่นแหละ เพราะมั่นใจว่าสินค้าที่ผลิตมีคุณภาพดีพอสามารถการันตีได้ด้วยนามสกุล การผลิตเป็นไปตามมาตรฐานยุโรป”
แม้จะมั่นอกมั่นใจว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดยุโรป แต่ก็มีปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้เช่นกัน เมื่อต้องเจอกับพิษวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป ทำให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประชาชนในประเทศต่างๆ รัดเข็มขัดจับจ่ายใช้สอยกันน้อยลง ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าให้ลดลงอย่างมาก ทำให้ต้องวางแผนการตลาดใหม่ จึงหันกลับมามองตลาดเอเชีย ซึ่งถือว่าการเติบโตโดยรวมยังไปได้ดี โดยเฉพาะในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี จึงเข้าร่วมกับภาครัฐในการออกงานแสดงสินค้าต่างๆ และหลังจากไปร่วมงานมา 3 ครั้ง ปรากฏว่ามีนักธุรกิจจีน กัมพูชา ติดต่อมาต้องการนำเข้าสินค้าไปจำหน่าย เพราะได้ติดตามธุรกิจเครื่องสำอางสมุนไพรและผลไม้ไทยมาตลอด
"เพิ่งไปออกงานแสดงสินค้ามา 3 ประเทศได้ลูกค้า 2 ประเทศ นอกจากนี้ ยังมี บอรันย่า อิตาลี, มอสโก, ดูไบ ที่สนใจ ซึ่งการติดต่อกับต่างประเทศจะมีขั้นตอนการนำเข้าที่ยุ่งยากมาก เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่สินค้าอย่างเดียว แต่อยู่ที่ข้อตกลงระหว่างประเทศด้วย และระเบียบการนำเข้าของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน เช่น อิตาลีอยู่ในสหภาพยุโรป หรืออียู มีระเบียบที่เข้มงวดมาก บวกกับการที่เราไม่มีโรงงานเอง ก็ยิ่งยุ่ง เพราะติดปัญหาเอกสารจากโรงงานอีก”
เธอบอกว่า แม้ดำเนินธุรกิจมาหลายปีแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง แต่จะคัดเลือกโรงงานที่ดีได้มาตรฐาน โดยจะเป็นผู้คิดค้นสูตรผลิตภัฑ์ต่างๆ เอง ส่วนโรงงานก็จะผลิตสินค้าตามสูตรที่กำหนดไปให้ ซึ่งยอมรับว่าการจ้างผลิตมีปัญหาอยู่ไม่น้อย เพราะต้นทุนสูงมาก และมีความไม่สะดวกในการออกเอกสารรับรองจากโรงงานที่ต้องใช้ติดต่องานราชการ หรือต้องใช้ประกอบการนำเข้าไปจำหน่ายประเทศต่างๆ ในยุโรป เนื่องจากโรงงานจะมีผลิตของลูกค้ารายอื่นด้วย ดังนั้น การมีโรงงานผลิตสินค้าเอง ถือเป็นความใฝ่ฝันที่หวังว่าต้องทำให้ได้ในอนาคต
สำหรับผลิตภัณฑ์ของบริษัทในปัจจุบันมีอยู่กว่า 20 ชนิด สินค้าหลักจะเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม เพราะมีความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ในบริษัทเดิม มีทั้งแฮร์แคร์ คอนดิชั่นนัล ครีมหมักผม เจล แวกซ์ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมีส่วนผสมหลักๆ ของสมุนไพรและผลไม้ไทย เช่น มะรุมช่วยชำระล้างอย่างล้ำลึก ตะไคร้จะมีกลิ่นหอม ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เลือดไหลเวียนดี รวมทั้งสารอโลเวลาสารสกัดจากว่านหางจระเข้ น้ำนมข้าวหอมมะลิสารสกัดจากข้าวหอมมะลิจะมีกลิ่นหอม ช่วยบำรุงผิว และสารสกัดจากสมุนไพรชนิดอื่นด้วย ซึ่งสารสกัดทุกอย่างจะใช้อย่างเข้มข้น และเพิ่มเติมสารสกัดคุณภาพดีจากต่างประเทศเพื่อให้สินค้ามีความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด โดยจับกลุ่มลูกค้าระดับปานกลางถึงระดับสูง
นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์เกี่ยวผมก็มีการพัฒนาสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้นอีกกว่า 10 กว่าตัว ไม่ว่าเป็นครีมบำรุงผิว บำรุงหน้า ครีมบำรุงหน้าขาวใส ครีมกันแดด รวมถึงครีมลดริ้วรอยให้ดูอ่อนเยาว์ด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้เหมาะกับการทำตลาดในเอเชีย รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ขายในยุโรปอยู่แล้ว ก็สามารถนำมาเป็นตัวเลือกให้ลูกค้าในเออีซีได้มากขึ้นด้วย เรียกว่าเราต้องตีโจทย์ให้แตกในการบุกตลาแต่ละแห่ง อย่างในยุโรปต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้มีผิวสี เพราะประชาชนผิวขาวอยู่แล้ว แดดก็ไม่จัดเหมือนเอเชีย
มัณฑนาบอกว่า ในอนาคตต้องการเข้าไปตีตลาดเอเชียทั้งหมด แต่ก็ต้องมีความพร้อมในเรื่องเงินทุน เพราะมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างรอเงินทุนจากรัฐบาลที่ส่งผ่านมาทางธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) ที่จะจัดสรรให้เอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการฟื้นฟูกิจการรายละ 1 ล้านบาท จากวงเงินรวม 1 หมื่นล้านบาท หากได้เงินทุนมาจะเร่งผลิตและส่งสินค้าไปตามคำสั่งซื้อของลูกค้ารายใหญ่ที่มีเข้ามารออยู่ในขณะนี้
เมื่อถามถึงการแบ่งหน้าที่การทำงานของคู่สามีภรรยา มัณฑนาบอกว่า เธอจะทำหน้าที่ประสานหน่วยงานราชการและโรงงาน รวมถึงการสั่งซื้อวัตถุดิบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ขวด สติกเกอร์ ทำบัญชี พบปะลูกค้า ในส่วนที่สามีติดขัดในเรื่องของภาษีสื่อสารกันไม่ได้ก็จัดการเอง แต่ปัจจุบันมีการปรับแผนให้สามีหันไปดูแลการทำตลาดฝั่งยุโรปเต็มตัว พยายามเจาะตลาดเดิมที่เคยจำหน่ายทั้งหมด เพื่อดึงลูกค้ากลับมาให้ได้มากที่สุด เพราะเชื่อมั่นในความสามารถและสายสัมพันธ์เดิมที่มีอยู่
เป้าหมายนำความเป็นไทยสู่สากล
หากถามถึงเป้าหมายของคู่สามีภรรยา “โรสเตค” ในการทำธุรกิจนั้น “มัณฑนา โรสเตค” บอกว่า ต้องการนำพาแบรนด์ ROSTEDT ไปให้คนรู้จักทั่วโลก ดังนั้น จึงตั้งสโลแกนของบริษัทไว้ว่า “นำความเป็นไทยสู่สากล” ซึ่งจากนี้ไปจะกลับมานับจุดเริ่มต้นจากเมืองไทยก่อน พร้อมกับเปิดตลาดเออีซีควบคู่ไปกับตลาดยุโรป
สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดก็คือ การประสานงานกับภาครัฐเพื่อจะได้มีโอกาสไปออกบูธในงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ เพราะการไปกับภาครัฐถือเป็นการรับประกันคุณภาพบริษัทไปในตัว ขณะเดียวกันทำให้ผู้ซื้อกับผู้ขายมาเจอกันโดยตรง เพราะหากรอให้ลูกค้าติดต่อหรือเข้ามาดูสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างเดียวก็คงขยายตลาดได้ยาก ซึ่งติดต่อกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DEP) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) หรือหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) ที่ชวนไปออกบูธ
"ก่อนหน้านั้น เราไปบุกเบิกเอง เดินทางไปประเทศอิตาลี ต้องใช้เงินทุนตัวเองในการดำเนินการทุกอย่างแต่ไม่คุ้ม เพราะค่าใช้จ่ายเยอะมาก จึงเปลี่ยนแผนที่จะขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ” มัณฑนา กล่าวและว่า ในระหว่างการออกบูธได้เจอกับผู้ประกอบการจากกัมพูชา เขาอยากมาดูบูธ อยากเห็นการจัดบูธ เพราะคนกัมพูชาจะตามเทรนด์คนไทย ที่สำคัญสินค้าก็ได้มาตรฐานส่งออก จึงสนใจอยากนำเข้าสินค้าไปจำหน่าย ถือเป็นการเปิดตลาดที่ได้ผลอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ขอฝากผู้ที่ทำธุรกิจแล้วมีปัญหาและอุปสรรค ขอให้ไม่ย่อท้อ สู้กับปัญหา ไม่ว่าเจอพายุทอร์นาโดหรือไม่ ต้องยอมรับ และสู้กับมัน เพราะเราเคยเจอถึงขั้นไม่มีจะกิน ครูทวงเงินค่าเทอมลูก แต่ ณ วันนี้หลังจากออกงานมา 3 งาน รู้สึกมีกำลังใจและฮึกเหิมมาก



