
ไม่เอา ยุบ-อยู่-ตั้งพรรคยากตาม คอนเซ็ป “กกต.”
“มีชัย” ระบุ กรธ.ไม่มีแนวคิดให้พรรคการเมืองตั้ง-อยู่-ยุบยาก ย้ำต้องเขียนเนื้อหากฎหมายลูกให้สอดคล้องร่างรธน. เล็งเชิญ กกต.แจงรายละเอียดเนื้อหาที่ปรับใหม่
6 ก.ย. 59 - นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กรธ. วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ส่งร่างพ.ร.ป. ถึงกรธ. แล้วเมื่อวันที่ 6 ก.ย. ที่ผ่านมา ว่า ตนจะนำเข้าที่ประชุมกรธ. เพื่อให้พิจารณาเนื้อหา ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเชิญตัวแทนของ กกต. มาพูดคุยว่าตามร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองที่ส่งนั้น มีเนื้อหาอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ส่วนกรณีที่กกต.มีแนวคิดสำคัญต่อการมีอยู่ของพรรคการเมือง ที่ว่า ตั้งพรรคยาก อยู่ยาก และยุบพรรคยากนั้น กรธ.ยังไม่มีแนวคิดหรือวางสาระสำคัญดังกล่าวไว้ เนื่องจากต้องพิจารณาความสอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติด้วย และหากมีประเด็นใดที่เป็นกลไกซึ่งกระทบกับบุคคลอื่น อาจต้องยกมาพิจารณาด้วยว่าสิ่งที่เสนอนั้นมีเหตุผลและข้อดีอย่างไร และมีสิ่งที่ดีกว่านี้หรือไม่ ทั้งนี้กรธ.มีเป้าหมายที่จะรับฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ นักการเมืองฐานะผู้ปฏิบัติตามกฎหมายและผู้ที่เคยมีประสบการณ์ในการตั้งพรรคการเมือง ภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อนำความเห็น เหตุผลมาวิเคราะห์ก่อนยกร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ในประเด็นดังกล่าวไม่จำเป็นต้องทำภายใต้มติของพรรคการเมือง แต่สามารถเสนอความเห็นเป็นรายบุคคลได้
นายมีชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับเนื้อหาของร่างพ.ร.ป.พรรคการเมืองที่กกต.ส่งมายังกรธ. ซึ่งพบการปรับเนื้อหาในส่วนของอายุผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองต่อกกต. จาก 18 ปี เป็น 20 ปีนั้น ตนเข้าใจว่าอาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการทำนิติกรรมใดๆ ด้วย เพราะหากผู้ที่อายุ 18 ปี ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะก่อนทำนิติกรรมใดๆ ต้องขอความยินยอมจากพ่อ หรือแม่ ก่อนอาจทำให้การบริหารพรรคการเมืองไปไม่ถึงไหนได้ ซึ่งประเด็นของการกำหนดอายุที่ปรับใหม่ของร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง จำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องของความรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่พิจารณาแค่สิทธิส่วนบุคคลเท่านั้น ขณะที่เนื้อหาต่อการกำกับการตั้งพรรคการเมืองซึ่งตามร่างกฎหมายลูกกำหนดหลักเกณฑ์ห้ามไม่ให้จดแจ้ง จัดตั้งหรือดำเนินการที่เป็นภัยความมั่นคง ทำให้เกิดความแตกแยกในเชื้อชาติหรือศาสนา หรือไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการปกครองระบอบประชาธิปไตย นั้น ตนมองว่าหากกลไกของพรรคการเมืองใดที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดต้องมีกระบวนการของการวินิจฉัยโดยศาล ซึ่ง กกต. อาจมีหน้าที่วินิจฉัยแต่ผู้ที่ตัดสินท้ายสุดคือศาล.
ขณะที่นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. ฐานะผู้ดำเนินการเตรียมจัดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายลูก ว่า ในกระบวนการรับฟังความเห็นของฝ่ายต่างๆ นั้น เบื้องต้นจะนำเนื้อหาของร่างกฎหมายลูกที่ภาคส่วนต่างส่งมายัง กรธ. ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะร่างกฎหมายของ กกต. หรือองค์กรอิสระเท่านั้น และอาจกำหนดประเด็นสำคัญเพื่อรับฟังความเห็นเป็นการเฉพาะในเวทีสัมมนา เช่น กลไกการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรคการเมืองต่อการทำนโยบายหรือกิจการภายในพรรคการเมือง เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วจะนำประเด็นสำคัญมาสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในวงกว้างผ่านการทำโพลด้วย ขณะที่ประเด็นของร่างพ.ร.ป.พรรคการเมืองที่มีหลักเกณฑ์ห้ามดำเนินการกระทบความมั่นคง ขัดศีลธรรมหรือความสงบเรียบร้อยซึ่งยังไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนนั้น ส่วนตัวมองว่าต้องเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่ถูกมองว่ากระทำขัดข้อห้ามมีสิทธิอุทธรณ์หรือชี้แจงประเด็นก่อนที่จะถูกตัดสินชี้ขาดได้.



