
สหรัฐลั่นให้งบ 90 ล้านดอลลาร์กำจัดระเบิดในลาว
โอบามา ให้คำมั่นจัดงบ 90 ล้านดอลลาร์ ช่วยเก็บกู้ระเบิดตกค้างหลายสิบล้านลูกจากสงครามลับ 40 ปีก่อน
6 ก.ย.59 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ให้คำมั่นระหว่างเยือนลาวครั้งประวัติศาสตร์ เป็นเวลา 3 วัน รวมถึงเพื่อร่วมประชุมกับผู้นำอาเซียนและเอเชียตะวันออก ว่า รัฐบาลวอชิงตันจะจัดสรรงบประมาณ 90 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในการสำรวจและจัดการผลกระทบอันเกิดจากระเบิดที่ยังไม่ระเบิดตกค้างอยู่ในลาว ในระยะ 3 ปีข้างหน้า โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐจะเข้ามาช่วยอีกทางหนึ่ง ด้วยการจัดหาบันทึกตำแหน่งของการทิ้งระเบิดในสงครามครั้งนั้น
นับเป็นวงเงินที่สหรัฐสัญญาจะให้แก่ลาวเพื่อการเก็บกู้ระเบิดมากกว่าครั้งใดๆ เมื่อเทียบกับในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สหรัฐช่วยเหลือเพื่อการนี้รวมทั้งสิ้น 100 ล้านดอลลาร์
( โอบามา พบปะพูดคุย นายบุนบัง วอละจิต ประธานประเทศลาว ที่กรุงเวียงจันทน์ / ภาพ AFP )
ลาวเป็นประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดมากที่สุดในโลกเมื่อเทียบจำนวนต่อหัวประชากร เมื่อครั้งสหรัฐอเมริกาเข้าไปทำสงครามลับภายใต้การนำของสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ช่วงปี 2507-2516 ประเมินว่าในช่วงเวลานั้น สหรัฐทิ้งระเบิดปูพรมตามหมู่บ้านและชนบทลาวกว่า 2 ล้านตัน เพื่อตัดเส้นทางเสบียงนักรบคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม และระเบิดที่ถูกทิ้งลงไปราว 30% ยังไม่ระเบิด จำนวนนี้เป็นระเบิดย่อยจากระเบิดพวง หรือคลัสเตอร์บอมบ์ ราว 80 ล้านลูก กระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่กว้างใหญ่ในลาว ที่ยังคงคร่าชีวิตหรือทำให้เหยื่อเสียแขนขาจนถึงปัจจุบัน
สถิติทางการลาวระบุว่า มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากระเบิด นับตั้งแต่สงครามเปิดฉากจนถึงปี 2551 จำนวน 5 หมื่นคน
การเก็บกู้และการณรงค์ให้ความรู้ช่วยลดอัตราบาดเจ็บล้มตายได้ประมาณ 40 คนต่อปี กระนั้นพื้นที่เสี่ยงระเบิดที่เก็บกู้เรียบร้อยคิดเป็น 1% เท่านั้น
ประธานาธิบดีโอบามา กล่าวว่า สหรัฐมีพันธกรณีด้านศีลธรรมที่จะต้องช่วยเหลือลาวฟื้นฟูจากการทิ้งระเบิดลับอย่างทารุณ และเศษซากจากสงครามครั้งนั้นยังคงทำลายชีวิตผู้คนในลาวอยู่จนวันนี้
ระเบิดตกค้างเป็นเสี้ยนหนามในความสัมพันธ์สองฝ่ายมาโดยตลอด ก่อนเริ่มปรับปรุงดีขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ และการมาเยือนของนายโอบามา ซึ่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่เยือนลาวระหว่างอยู่ในตำแหน่ง ประกอบกับการให้คำมั่นเรื่องกำจัดระเบิดตกค้าง ถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการตั้งต้นสานสัมพันธ์กันใหม่ ขณะที่รัฐบาลลาวก็รับปากจะตอบแทนด้วยช่วยค้นหาศพทหารอเมริกันที่ยังสูญหายอีก 301 คน



