
หุ้นไทยป่วนเทขายทำกำไรกดดัชนีร่วง 28 จุด
หุ้นไทยร่วงหนักกว่า 28 จุด นักลงทุนเทขายทำกำไรหลังดัชนีทะยานขึ้นต่อเนื่อง นักวิเคราะห์ชี้ปรับฐานรอดูผลเฟดประชุมเรื่องดอกเบี้ยผสมข่าวลือในห้องค้า
การซื้อขายหุ้นวันแรกของสัปดาห์ในตลาดหุ้นไทยถูกเทขายออกมาทันทีตั้งแต่เปิดตลาด โดยดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในชั่วโมงแรกของการซื้อขายในวันที่ 5 กันยายน 2559 จนหลุดระดับ 1,500 จุด จากนั้นจะมีแรงซื้อเข้ามาทำให้ครึ่งวันเช้าดัชนีขยับขึ้นยืนเหนือ 1,500 จุดได้เล็กน้อย แต่หลังจากเปิดการซื้อขายในช่วงบ่ายดัชนีอ่อนตัวลงมาอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง และปิดตลาดที่ระดับ 1,492.52 จุด ลดลง 28.96 จุด หรือลดลง 1.90% มีมูลค่าการซื้อขายรวม 83,879.90 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 2,372.78 ล้านบาท พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 768.16 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2,495.05 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 645.90 ล้านบาท
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าการปรับตัวของตลาดหุ้นไทยมาจากแรงขายทำกำไรหลังตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก อีกทั้งยังคงมีความกังวลเรื่องธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 20-21 กันยายน 2559 ซึ่งยังเป็นประเด็นที่คงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะจะส่งผลต่อเม็ดเงินทุนต่างชาติ นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือในประเทศส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลและเทขายหุ้นออกมา
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด เปิดเผยว่า โอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงปลายปีนี้ มีความเป็นไปได้น้อยกว่า 50% ซึ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยน่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มากกว่า และไม่น่าจะปรับขึ้นเกิน 0.25% ประกอบกับตามธรรมเนียมแล้วธนาคารกลางสหรัฐ จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559 นี้
“หากเฟดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้จะทำให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องอีกในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้ ดังนั้น ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,600 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ควรขายทำกำไร” นายประภาสกล่าว
ด้านนางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า นักลงทุนต้องพิจารณาข้อมูลให้ดีว่าข่าวลือในตลาดหุ้นนั้นจริงหรือไม่ และกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนหรือไม่ ซึ่งมองว่า ผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนในระยะยาวยังมีทิศทางที่ดี โดยผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง จากการประกาศการปันผลระหว่างกาลมี 120-150 บริษัท ปันผลระหว่างกาลต่อเนื่องและปันผลในอัตราที่สูง



