
รายได้ ‘โต’ ไม่ทัน
เงินทองต้องรู้ : โดย....ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
สภาพัฒน์หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพิ่งจะเปิดเผยภาวะสังคมไทยประจำไตรมาสที่ 2 (ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน) ปี 2559 เป็นการเปิดเผยข้อมูลการจ้างงาน การว่างงาน รายได้ หนี้ครัวเรือน รวมไปถึงรายงานดัชนีวัดความสุข และสถิติการฆ่าตัวตายของคนไทย
เป็นความย้อนแย้งที่ดัชนีความสุขของคนไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน แม้ว่าตัวเลขที่เทียบเคียงจะเป็นคนละปี แต่ก็เป็นตัวเลขล่าสุดเท่าที่มีในขณะนี้
โดยสภาพัฒน์อ้างถึงข้อมูลจาก World Happiness Report 2016 ของสหประชาชาติ ที่รายงานถึงดัชนีความสุขโลก ซึ่งพบว่าในปี 2559 ประเทศไทยมีความสุขมากขึ้นเล็กน้อย โดยมีค่าดัชนีความสุขอยู่อันดับที่ 33 ของโลกเมื่อเทียบกับปี 2558 ซึ่งอยู่อันดับที่ 34 จาก 158 ประเทศทั่วโลกและมีค่าดัชนีความสุขอยู่ในอันดับที่ 2 รองจากสิงคโปร์ เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน
ขณะที่ผลการสำรวจสุขภาพจิต (ความสุข) ของคนไทย ที่จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับกรมสุขภาพจิต สถาบันวิจัยประชากรและสังคม และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า อัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 6.07 คนต่อประชากรแสนคนในปี 2557 เป็น 6.31 คนต่อประชากรแสนคนในปี 2558 โดยพบว่า ช่วงอายุ 30-39 ปี มีการฆ่าตัวตายมากที่สุด สาเหตุส่วนใหญ่มาจากปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาจากการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง
ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน สภาพัฒน์เพิ่งแถลงภาวะเศรษฐกิจประจำไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจยังฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากไตรมาสแรก (มกราคมถึงมีนาคม) ที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ที่ 3.2% เพิ่มขึ้นเป็น 3.5% ในไตรมาสที่ 2 โดยเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2556 ที่มีการเติบโต 5.2%
เชื่อว่า หลายคน “งง” ว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตอนไหนและตรงไหน เพราะเรายังหากินฝืดเคือง ยังชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่เลย
ลองย้อนกลับไปดูการรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 2 ของสภาพัฒน์อีกครั้ง แล้วจะร้อง “อ๋อ” เพราะสภาพัฒน์รายงาน “รายได้ของแรงงาน” โดยระบุว่า ค่าจ้างแรงงานและเงินเดือนภาคเอกชนที่ยังไม่รวมค่าล่วงเวลาและผลประโยชน์และผลตอบแทนอื่นเพิ่มขึ้น 1.3% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยรายได้ของแรงงานภาคนอกเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 1.4% แต่รายได้ของแรงงานภาคเกษตรกรรมลดลง 2.7%
ชัดเจนว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้น “น้อยมาก” เพียงแค่ 1% กว่าๆ นั้น ไม่สัมพันธ์กับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น และนั่นเป็นต้นเหตุของความ “ฝืดเคือง” ที่น่าห่วงคือ ตัวเลขการว่างงานเริ่มขยับขึ้น เป็นการว่างงานทั้งในส่วนของคนที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ที่ยังหางานทำไม่ได้ และการว่างงานของคนที่มีงานทำอยู่แล้ว
ส่วนหนี้สินครัวเรือนที่กังวลกันก่อนหน้านี้ ปรากฏว่า ตัวเลขเริ่มชะลอตัวลง ซึ่งเป็นเพราะสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น มีการคัดกรองคุณภาพหนี้เข้มข้นขึ้น ทำให้ความสามารถในการก่อหนี้ครัวเรือนลดลง ไม่ใช่ลดลงเพราะความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้น
สมการพื้นฐานสำหรับเงินทองฉบับครัวเรือนที่ย้ำกันนับครั้งไม่ถ้วน คือ ถ้าครัวเรือนใดรายได้เท่ากับรายจ่าย แปลว่า ไม่เป็นหนี้ แต่ไม่มีเก็บ ถ้ารายได้มากกว่ารายจ่าย เท่ากับไม่เป็นหนี้ มีเหลือเก็บ แต่ถ้ารายได้น้อยกว่ารายจ่าย เท่ากับต้องเป็นหนี้ ไม่มีเก็บ ในภาวะที่รายได้โตต่ำหรือไม่โตเลยแบบนี้ กลุ่มที่สุ่มเสี่ยงจะได้รับผลกระทบมากที่สุด จะเป็นกลุ่มแรก นั่นคือ กลุ่มที่ทุกวันนี้ รายได้กับรายจ่ายเสมอตัว เพราะหากรายได้โตในอัตราต่ำ แต่รายจ่ายมีอัตราเร่งตัวกว่า ความสมดุลของสมการจะเปลี่ยนไป และมีโอกาสมากที่จะทำให้ครัวเรือนในกลุ่มนี้ตกดิวิชั่นไปอยู่ในกลุ่มที่รายได้น้อยกว่ารายจ่าย
เมื่อตัวแปรในสมการมีเพียง 2 ตัว คือ รายได้และรายจ่าย ก่อนที่ฐานะการเงินของครอบครัวจะตกชั้น ก็ต้องหาทางทำให้ “รายได้เพิ่มขึ้น” และ “รายจ่ายลดลง” ต้องทำให้ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะให้ดีก็ต้องทำทั้งสองทาง บ้านไหนที่มีสามีหรือภรรยาเป็นฝ่ายหารายได้คนเดียว อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องดิ้นรนหาเงินเข้าบ้านเพิ่ม หรือถ้าทั้งสองคนทำงานหารายได้อยู่แล้วทั้งคู่ แต่รายได้กับรายจ่ายยังเท่าๆ กัน ก็อาจจะต้องหารายได้อื่นเสริม ไม่เช่นนั้นก็ต้องพยายามลดรายจ่ายลง ประหยัดกิน ประหยัดใช้มากขึ้น เพื่อสร้างฐานเงินออมให้มั่นคง
ส่วนครัวเรือนกลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าห่วงน้อยที่สุด เพราะรายได้มากกว่ารายจ่าย เป็นกลุ่มที่ไม่มีหนี้ และมีเหลือเก็บ แต่ถ้าครอบครัวไหนซีเรียสมาก เนื่องเพราะอัตราการเหลือเก็บอาจจะลดลง จากรายได้ที่เพิ่มไม่มาก และรายจ่ายที่เร่งตัวขึ้น นอกจากจะทำเหมือนกับกลุ่มแรก คือ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายแล้ว กลุ่มนี้อาจจะต้องพิจารณาเรื่องการแสวงหาผลตอบแทนจากเงินออมที่มีอยู่ให้มากขึ้น โดยโครงการให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวม ได้ทดลองตั้งสมมุติฐานให้มนุษย์เงินเดือน 3 คน เริ่มต้นลงทุนตั้งแต่อายุ 24 ปีพร้อมกัน โดยลงทุนเดือนละ 5,000 บาทเป็นประจำทุกเดือน แล้วลองหาคำตอบว่า “ใครจะถึงเงินล้านได้เร็วกว่ากัน”
ภายใต้สมมุติฐานนี้ นายเอ เลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9.5% ต่อปี เขาจะมีเงินล้านตอนอายุ 34 ใช้เวลา 10 ปี ส่วนนายบี เลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.5% ต่อปี เขาจะมีเงินล้านตอนอายุ 38 ใช้เวลา 13 ปี 10 เดือน และนายซี เลือกฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 0.6% ต่อปี เขาจะมีเงินล้านตอนอายุ 40 ปี ใช้เวลา 15 ปี 10 เดือน
ดังนั้น ครัวเรือนกลุ่มที่ 2 ซึ่งพอจะมีความสามารถในการแสวงหาผลตอบแทนจาก “เงินเหลือเก็บ” อาจจะต้องใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อให้เงินที่ออมไว้ให้ผลตอบแทนงอกเงยมากขึ้น ขณะที่กลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ลำบากที่สุด ก็ต้องดิ้นรนหาทางออกจากอุโมงค์รายได้ไม่พอกับรายจ่ายให้ได้ก่อน โดยต้องออกแรงมากกว่าครัวเรือนอื่นหลายเท่า
อาจจะเริ่มจากการปรับความคิด ปรับทัศนคติโดยใช้หลักที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง “คนจะจน” กับ “คนจะรวย” ว่า คนจะจนนั้น หวังความสุขในวันนี้ โทษดินโทษฟ้าเกิดมาลำบาก ใช้ก่อนออม คิดว่าจะใช้จ่ายอะไร และใช้ก่อนผ่อนทีหลัง ส่วนคนจะรวยนั้น หวังชีวิตดีในวันหน้า ชีวิตดีได้แค่ปรับนิสัยการเงิน ออมก่อนใช้ คิดว่าจะลงทุนอะไร และออมไว้ใช้ตามฝัน
ระหว่าง “คนจะจน” กับ “คนจะรวย” เมื่อหลักคิดต่าง เวลาลงมือทำ ก็ย่อมต่าง และผลลัพธ์ก็ต้องต่างเป็นธรรมดา
---------------------------
(เงินทองต้องรู้ : รายได้ ‘โต’ ไม่ทัน : โดย....ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



