ข่าว

ฟ้าใหม่ในแดนดินถิ่นลุ่มน้ำอิระวดีจริงหรือ

ฟ้าใหม่ในแดนดินถิ่นลุ่มน้ำอิระวดีจริงหรือ

04 ก.ย. 2559

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

       ไม่รู้ว่าเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่ค่อนข้างวิปริตผิดอาเภทหรือเป็นลางบอกเหตุอะไรบางอย่าง จู่ๆเกิดธรณีพิโรธครั้งใหญ่ขึ้นทางตอนกลางของพม่าเมื่อเย็นวันที่ 24 สค.ที่ผ่านมา ทำให้วัดวาอารามและเจดีย์เก่าอายุราวพันปีในเมืองพุกามและเมืองมัณฑะเลย์ 2 เมืองหลวงเก่าของประเทศ เสียหายเกือบ 200 องค์

        คนหัวโบราณบางคนอาจจะเชื่อว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นลางบอกเหตุว่าท้องฟ้าเหนือแดนดินถิ่นลุ่มน้ำอิรวะดีกำลังจะเปลี่ยนสีหลังจากอึมครึมมานานกว่า 50 ปี อันเนื่องจากเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นในช่วงไล่เลี่ยกันถึง 3 เหตุการณ์

 

ฟ้าใหม่ในแดนดินถิ่นลุ่มน้ำอิระวดีจริงหรือ

   แน่นอน สิ่งที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญและกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดก็คือการประชุมปางหลวงแห่งศตวรรษที่ 21 หรือ ปางหลวง 2 หรือนัยหนึ่งก็คือการเจรจาสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างรัฐบาลกับตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆเพื่อสานต่อการประชุมปางหลวงเมื่อ 70 ปีที่แล้วคราวที่นายพลออง ซาน พ่อของนางซูจี ในฐานะตัวแทนของชาวพม่าเปิดประชุมร่วมกับตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆจากรัฐฉานหรือไทยใหญ่ จากคะฉิ่น และชินปูทางสู่การตั้งสมาพันธรัฐ แต่การเจรจาก็ไปไม่ถึงดวงดาวเมื่อนายนพลออง ซาน ถูกลอบสังหารเสียก่อน

 

ฟ้าใหม่ในแดนดินถิ่นลุ่มน้ำอิระวดีจริงหรือ
 

   ขณะที่การประชุมปางหลวงแห่งศตวรรษที่ 21 ส่อเค้าว่าอาจจะเป็นลูกผีลูกคน แม้ว่ารัฐบาลจะจัดพิธีเปิดประชุมอย่างสมเกียรติ มีการเชิญบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติมากล่าวเปิดประชุมท่ามกลางผู้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานราว 1,800 คน รวมไปถึงกลุ่มติดอาวุธของชนชาติส่วนน้อย พรรคการเมือง นักการทูต ผู้สนับสนุนกระบวนการเจรจาสันติภาพ แต่ลางร้ายเริ่มปรากฎตั้งแต่ก้าวแรกที่บัน คี มูนเดินทางถึงกรุงเนปิดอว์แล้วได้ทำผิดมารยาทการทูตหรือเหมือนกับพูดผิดเวทีการประชุมเมื่อแถลงเรียกร้องให้พม่าเร่งแก้ไขปัญหาโรฮิงยาให้ลุล่วงโดยเร็ว รวมถึงการรับรองสิทธิความเป็นพลเมืองของโรฮิงยา ซึ่งพม่าถือว่าเป็นแค่ผู้อพยพเบงกาลี ทั้งๆที่การประชุมปางหลวง 2 เป็นการประชุมกับตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มติดอาวุธกลุ่มต่างๆรวม 17 กลุ่มไม่มีตัวแทนโรฮิงยาเข้าร่วมแม้แต่คนเดียว ถ้อยแถลงของบัน คี มูน จึงเหมือนกับการแทรกแซงการเมืองภายในพม่าโดยเจตนาและอย่างมีนัยสำคัญ


 

ฟ้าใหม่ในแดนดินถิ่นลุ่มน้ำอิระวดีจริงหรือ

 

   นักวิเคราะห์บางคนโทษว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของรัฐบาลที่ห่วงแต่จะเอาใจมหาอำนาจตะวันตกมากเกินไป ถึงขนาดเปิดเวทีให้ตัวแทนนักการทูตตะวันตกและองค์การระหว่างประเทศพูดตามใจตัวเองมากเกินไปจนเหมือนกับไฟเขียวให้เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในอย่างโจ่งแจ้ง ยิ่งตอกย้ำความหวาดระแวงของชาวพม่าว่ารัฐบาลชุดนี้มุ่งเอาใจตะวันตกเพื่อตอบแทนบุญคุณที่เคยช่วยเหลือจนนางซูจีได้รับอิสระภาพจากการถูกกักบริเวณ และท้ายสุดพรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(เอ็นแอลดี) ก็ชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้น มากกว่าจะทำเพื่อผลประโยชน์ของชาวพม่าแท้ๆ

   ขณะเดียวกัน บรรยากาศการประชุมตั้งแต่วันแรกยังคงเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจอันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะบ่งบอกว่าการประชุมปางหลวง 2 จะสำเร็จหรือไม่ อาจจะด้วยความไม่พอใจที่เห็นรัฐบาลเอาใจตะวันตกมากเกินไปหรือด้วยความเข้าใจไม่ตรงกัน ทำให้ผู้แทน 4 คนของกลุ่มกองทัพสหรัฐว้า (ยูดับเบิลยูเอสเอ) อันเป็น 1 ใน 3 ของกองกำลัง”พันธมิตรทางตอนเหนือ”ที่แข็งแกร่งที่สุดได้วอล์คเอาต์ออกจากที่ประชุม ตามด้วยการประกาศถอนตัวจากการเจรจาสันติภาพอ้างว่าคุยไปก็เปล่าประโยชน์ หลังจากเพิ่งรู้ว่าถูกหลอกให้เข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์เท่านั้น

   อย่างไรก็ดี ขิ่น ซอว์ อู ตัวแทนรัฐบาลในการเจรจาครั้งนี้รีบแก้ตัวพัลวันว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนา โดยตัวแทนกลุ่มยูดับเบิลยูเอสเอไม่รู้ว่าต้องประสานงานกับหัวหน้าตัวแทนของกลุ่มติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก่อน เพื่อจะได้บัตรผู้เข้าร่วมการเจรจา แต่เมื่อมาถึงห้องประชุมก็พยายามเข้าที่ประชุมโดยไม่ติดบัตร เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปขัดขวาง จนเกิดความขลุกขลักขึ้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดทำทะเบียนจึงให้บัตรผู้สังเกตการณ์ก่อนเพื่อจะได้ผ่านประตูไปยังห้องประชุม จากนั้นจะรีบติดต่อตัวแทนเพื่อเปลี่ยนเป็นบัตรผู้เข้าร่วมการประชุม ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของความเข้าใจผิดแท้ๆ
 

   ขิ่น ซอว์ อู กล่าวว่าได้รีบเดินทางไปที่โรงแรมที่พักของตัวแทนกลุ่มรัฐว้าเพื่ออธิบายให้เข้าใจถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และยังชี้แจงให้เข้าใจว่ากลุ่มรัฐว้าสามารถนำเสนอเอกสารกลางที่ประชุมได้ตามกำหนดการที่กำหนดไว้ว่ามีขึ้นในวันศุกร์

   จะว่าไปแล้ว ไม่ใช่แค่กลุ่มยูดับเบิลยูเอสเอที่เกิดความสับสน ไล่เลี่ยกันนั้น กลุ่มกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติก็ประสบปัญหาเดียวกัน แต่ตัวแทนรัฐบาลได้แก้ไขให้ถูกต้องแล้ว

  ความสับสนเหล่านี้ กลุ่มติดอาวุธกลุ่มต่างๆโทษว่าเป็นเพราะรัฐบาลรีบเร่งจัดประชุมมากเกินไปเพื่อให้ทันเส้นตายที่รัฐบาลกำหนดเองว่าจะจัดขึ้นภายใน 3 เดือนนับแต่เข้าบริหารประเทศ และเส้นตายก็คือวันที่ 31 สค. ทำให้มีเวลาบอกกลุ่มต่างๆล่วงหน้าแค่ 3 อาทิตย์ ที่สำคัญก็คือแทบไม่มีเวลาเตรียมการประชุมให้พร้กพร้อมก่อน

 

ฟ้าใหม่ในแดนดินถิ่นลุ่มน้ำอิระวดีจริงหรือ
พล.อ. กุนหม่อ ผู้นำกองทัพเอกราชคะฉิ่น (เคไอเอ) ถ่ายรูปร่วมกับผู้แทนหญิงในชุดประจำเผ่า

ที่เข้าร่วมประชุม
 

   ดูเหมือนว่าความหวาดระแวงของกลุ่มชาติพันธุ์ว่าทุกภาคส่วนที่เข้าร่วมการประชุมปางหลวง 2 มีความจริงใจมากน้อยแค่ไหนได้รับการทดสอบจากถ้อยแถลงของนายพลมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารบกแต่มีอำนาจสูงสุดในกองทัพที่กล่าวสุนทรพจน์ระหว่างการเปิดประชุมวันแรกว่ากองทัพพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้การเจรจาสันติภาพบรรลุล่วง แต่ไม่วายเตือนว่าผู้เข้าร่วมการประชุมทุกคนจะต้องทำตามกรอบสันติภาพ 6 ข้อที่อดีตประธานาธิบดีเต็งเส่งได้วางไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่กลุ่มติดอาวุธต่างทำเพิกเฉยไม่สนใจ กระทั่งกลายเป็นอุปสรรคของความร่วมมือต่างๆ หนึ่งในกรอบ 6 ข้อก็คือการเรียกร้องให้กลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มติดอาวุธต่างๆต้องเคารพในรัฐธรรมนูญปี 2551 ซึ่งมีมาตราหนึ่งระบุให้อำนาจล้นฟ้าแก่กองทัพ

   ด้านนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า การเจรจาปางหลวง 2 แท้ที่จริงเป็นเวทีการประลองอิทธิพลระหว่างอินทรีผยองสหรัฐกับมังกรจีน 

   หนังสือพิมพ์เดอะ โกลบอลไทมส์ กระบอกเสียงของรัฐบาลจีนอ้างว่าภาคประชาสังคมที่ได้รับการสนับสนับสนุนจากตะวันตกพยายามกระตุ้นให้มีกระแสต่อต้านจีนขึ้นในพม่าด้วยการปล่อยข่าวว่าจีนอยู่เบื้องหลังการที่กลุ่มกองทัพสหรัฐว้า(ยูดับเบิลยูเอสเอ) และกลุ่มกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (เอ็นดีเอเอ) หรือรู้จักกันในชื่อเมืองลา ยอมเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายว่าจะยอมเข้าร่วมการประชุมปางหลวง 2 ก่อนหน้าที่นางซูจีจะเดินทางเยือนจีนเมื่อต้นเดือนสค.เพียงไม่กี่วัน จากเดิมที่ยืนกรานไม่ยอมเข้าร่วมเจรจาหยุดยิงหากสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป ยังช่วยกันโหมกระพือความขัดแย้งทางตอนเหนือของประเทศ

   ทั้งเหตุแผ่นดินไหวและการประชุมปางหลวง 2 ได้กลบข่าวสำคัญอีก 2 ข่าวที่เกิดขึ้นในช่วงไล่เลี่ยกัน นั่นก็คือข่าวการล้างมือในอ่างทองคำของอดีตประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ที่วางมือจากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี )ระหว่างการประชุมพรรคที่กรุงเนย์ปิดอว์เป็นเวลา 3 วันก่อนหน้าจะเกิดแผ่นดินไหวเพียงวันเดียว โดยไม่มีใครกระโตกกระตากมาก่อน เหมือนเช่นคราวบวชพระหลังพรรคยูเอสดีพีพ่ายเลือกตั้งเมื่อต้นเดือนพย.ปีที่แล้ว

  การล้างมือในอ่างทองคำของเต็งเส่งเท่ากับการสิ้นบทบาทของนายทหารรุ่นเก่ายุค”ท็อปบู้ททมิฬ” หรือยุคกำปั้นเหล็กตั้งแต่เนวิน ที่ผูกขาดอำนาจนานถึง 26 ปี ก่อนจะถูกปฏิวัติเงียบต้องสละอำนาจให้กับนายพลอีกหลายคน จนมาถึงยุคของนายพลอาวุโสตาน ฉ่วย และเต็ง เส่งที่ท้ายสุดยอมถอดเครื่องแบบทหารมาสวมโสร่งพม่าเป็นประธานาธิบดีพลเรือนที่มีกองทัพหนุนหลังเต็มตัว

  การล้างมือในอ่างทองคำของเต็ง เส่ง ยังมีขึ้นในช่วงที่นายพลมิน อ่อง หล่าย ซึ่งใช้อำนาจล้นฟ้าที่มีอยู่ต่ออายุราชการตัวเองออกไป 5 ปี ได้ตั้งทายาทในกองทัพขึ้นมาอย่างเงียบๆ ด้วยการโยกย้ายนายทหารระดับสูงหลายคน รวมทั้งผู้บัญชาการในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะการโยก พล.ท.มา ทุน อู ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองทางทหารขึ้นมาเป็นเสนาธิการทหารร่วมของ 3 เหล่าทัพทั้งทัพบก เรือและอากาศ หรือนัยหนึ่งก็คือว่าที่ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ในอนาคต

   นับเป็นนายทหารอาวุโสคนใหม่ที่น่าจับตามองยิ่ง ซึ่งจากประวัติสั้นๆบ่งบอกว่าเป็นนายทหารระดับปฏิบัติการที่ฉลาดเฉลียว รู้เรื่องการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคดี นอกเหนือจากมีความสามารถในการนำการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อีกทั้งยังส่วนร่วมในการหารือระหว่างกองทัพกับนางซูจีเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพ

  นับเป็นหนี่งในผู้จะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนฟ้าใหม่ในแดนลุ่มน้ำอิระวดี