ข่าว

เผชิญหน้าการเมืองเรื่องคุณธรรม-ความสามารถอย่างมีสติ

เผชิญหน้าการเมืองเรื่องคุณธรรม-ความสามารถอย่างมีสติ

13 ส.ค. 2552

โพลล์ของสำนักเอแบคเมื่อสองสามวันก่อนระบุว่า โดยภาพรวมแล้ว นายกฯ อภิสิทธิ์ มีความนิยมในเรื่องของการมีคุณธรรมและความซื่อสัตย์มากกว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ ขณะที่อดีตนายกฯ ทักษิณมีความสามารถและการเข้าถึงประชาชนมากกว่านายกฯ อภิสิทธิ์

 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจเมื่อคำนึงถึงบริบทของความนิยมของประชาชนกลุ่มต่างๆ เมื่อเทียบกับตัวคะแนนนิยม

 แต่สิ่งที่ควรพิจารณาก็คือ ประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและประเด็นเรื่องความสามารถของผู้นำนั้นควรจะอยู่ตรงไหนในเรื่องของประชาธิปไตย และ/หรือควรจะสัมพันธ์กับประชาธิปไตยอย่างไร

 เรื่องที่เราพิจารณานั้นกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมาทันที ทั้งนี้ในประการแรก เมื่อพูดถึงเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมนั้น เราควรจะต้องมีความเข้าใจตรงกันว่า คุณธรรมในประชาธิปไตยและคุณธรรมนอกประชาธิปไตยนั้นมีนัยที่ต่างกัน เพราะคุณธรรมนอกประชาธิปไตยนั้นมีลักษณะของการอ้างถึงคุณธรรมว่า คนกลุ่มหนึ่งนั้นมีคุณลักษณะที่เหนือกว่าคนกลุ่มอื่น และและมีความชอบธรรมในการปกครอง 

 ในขณะที่คุณธรรมในประชาธิปไตยนั้นหมายถึงการที่ทุกคนต้องเคารพกฎระเบียบและกติกาในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่าเราต้องเคารพผู้ปกครองที่เป็นคนอื่นที่มีคุณภาพเหนือเรา การเคารพกฎระเบียบในสังคมประชาธิปไตยนั้นหมายถึงการเคารพตัวเราและผู้อื่นที่อยู่ในสังคมเดียวกับเรา และนี่ก็คือปัญหาที่ว่าชนชั้นนำไทยนั้นพร้อมที่จะมีคุณธรรมแบบประชาธิปไตยไหม

 ในขณะเดียวกันการเคารพกฎระเบียบในสังคมประชาธิปไตยนั้นก็ไม่ได้มีลักษณะงมงาย หรือไร้สติ เพราะในสังคมประชาธิปไตยนั้นกฎระเบียบย่อมเปลี่ยนแปลงได้ และเป็นการเปลี่ยนแปลงภายใต้เจตจำนงของเรา

 ส่วนอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่เราเผชิญหน้ามาโดยตลอดก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ประชาชนในสังคมประชาธิปไตยนั้นจะมีการตัดสินใจที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองในระยะยาว เพราะอาจเป็นไปได้ว่าประชาชนจะเลือกและตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลในระยะสั้น และอาจถูกจูงใจจากตัวแทนของเขา มากกว่าสามารถจะกำหนดและควบคุมตัวแทนของเขาได้

 เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อน เพราะว่าการจะพูดแค่ว่าประชาชนต้องได้รับการศึกษาในการปลูกฝังทัศนคติแบบประชาธิปไตยนั้นอาจไม่เพียงพอ เพราะเนื้อหาการศึกษาจะต้องคู่กับกระบวนการการศึกษาที่เป็นประชาธิปไตย และจะต้องทำให้ชนชั้นนำนั้นมีศรัทธาในประชาธิปไตย มิฉะนั้นเราก็จะเผชิญกับความเชื่อและปฏิบัติการของการใช้หนทางและสถาบันที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาแก้ปัญหาประชาธิปไตยดังกรณีของการทำรัฐประหารเป็นต้น

 ภารกิจของการอยู่ในสังคมประชาธิปไตยบางครั้งจึงเหมือนการหนีเสือปะจระเข้ และหนทางรอดนั้นก็คงไม่ใช่การวิ่งหนี หรือปล่อยให้เสือกับจระเข้ปะทะกัน แต่หมายถึงการที่เราสามารถใส่กรงเสือและจระเข้ได้ด้วยการร่วมกันออกแบบสถาบันที่ทำให้เราสามารถควบคุมตรวจสอบตัวแทนของเราผ่านกระบวนการที่โปร่งใสและเข้าใจว่าอำนาจอธิปไตยนั้นมาจากตัวเรา