สัมผัสท่องเที่ยว“กรุงเก่า”ดูสวนเมล่อน-ผักส่งออก
โดย - สุรัตน์ อัตตะ
สีสันการท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยาไม่ได้มีแต่วัดกับวัง หากแต่เป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยสวนเกษตร มีความหลากหลาย คุณภาพได้มาตรฐานส่งออกอยู่หลายแห่ง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ต้องการผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สมบูรณ์แบบแห่งใหม่ใน 4 เส้นทาง ประกอบด้วย แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ แหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
“ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ พาไปตะลุยเมืองกรุงเก่า จ.พระนครศรีอยุธยา สำรวจแหล่งท่องเที่ยว 4 เส้นทาง ตามโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงวิถีชีวิตชุมชนและสายน้ำ นำโดย “ธารทิพย์ มีลักษณะ” ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนกว่า 20 ชีวิต เพื่อส่งเสริมการรับรู้ของนักท่องเที่ยวใน 4 เส้นทางใหม่ เพื่อพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ แหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยเริ่มจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรใน อ.ลาดบัวหลวง จุดแรกเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกเมล่อนปลอดสารรายใหญ่ของจังหวัด ภายใต้ชื่อ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเมล่อนหมู่ใหญ่ร่วมใจพัฒนา” ที่บ้านหมู่ใหญ่ใน ต.คู้สลอต อ.ลาดบัวหลวง โดยสาเหตุที่ชาวบ้านเลิกอาชีพทำนาหันมาปลูกเมล่อน สวาท สุขนุ่ม ประธานกลุ่ม บอกว่า สืบเนื่องมาจากขายข้าวไม่ได้ราคา ทำนามีแต่หนี้สิน จึงหันมาปลูกเมล่อนตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.และธ.ก.ส. เริ่มจากการปลูกในพื้นที่โล่ง ซึ่งเป็นที่นาเก่า แต่ก็ประสบปัญหาโรคและแมลงทำลาย จากนั้นก็พัฒนามาปลูกในระบบโรงเรือน จนประสบความสำเร็จ เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของจังหวัด โดยผลผลิตเกือบทั้งหมดจะส่งให้ห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตสัปดาห์ละ 1,500-2,000 กิโลกรัม สนนในราคาจำหน่าย(ส่ง)กิโลกรัมละ 85 บาท
“เมื่อก่อนชาวบ้านมีอาชีพทำนาและปลูกผักบุ้งจีน แต่มีปัญหาในเรื่องตลาด ราคาก็ถูกกำหนดโดยพ่อค้าคนกลาง ทำไปก็มีแต่หนี้กับหนี้ ก็พยายามหาพืชตัวเลือกอื่นลองดูบ้าง ในที่สุดก็มาเจอเมล่อน ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มหันมาปลูกเมล่อนมากขึ้นเรื่อยๆ” ประธานกลุ่มแจง
ใช้เวลาในการเดินสำรวจโรงเรือนปลูกเมล่อนและพูดคุยกับเกษตรกรสมาชิกพอสมควร จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ ต.สิงหนาท เพื่อไปเยี่ยมชมสวนผักพื้นบ้านปลอดสาร ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอพี (GAP) กรมวิชาการเกษตร ของกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษใน ต.สิงหนาท โดยผลผลิตส่วนใหญ่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ผักบุ้ง โหระพา กะเพราะ ฯลฯ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปความเป็นมาของกลุ่มจาก บัญชา พวงสวัสดิ์ กำนัน ต.สิงหนาท ก่อนเดินตระเวนดูแปลงผักพื้นบ้านของสมาชิก ซึ่งแต่ละรายใช้พื้นที่ปลูกไม่มาก เพียงครัวเรือนละ 2-3 งาน แต่กลับมีรายได้ดีเฉลี่ยวันละ 500-800 บาท โดยจะมีบริษัทมารับซื้อทุกวัน ที่ที่ทำการกลุ่ม เฉลี่ยวันละ 300-500 กิโลกรัม
หลังสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรจำนวน 2 แห่ง ใน อ.ลาดบัวหลวง จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่วัดพนัญเชิง เพื่อลงเรือสำรจแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ พร้อมรับประทานอาหารกลางวันบนเรือ โดยได้รับเกียรติจาก คุณกีต้าร์ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไกด์กิตติมศักดิ์มาบรรยายแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของสองฟากฝั่งลำน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่วัดพนัญเชิงจนถึงหมู่บ้านนานาชาติ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัด โดยเริ่มจากหมู่บ้านญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสถานที่บอกเล่าเรื่ิองราวประวัติศาสตร์อยุธยา สมัยที่อยุธยารุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการค้าขายกับนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น จนทำให้มีชุมชนขนาดใหญ่เกิดขึ้นในไทย
จากนั้นมาแวะที่หมู่บ้านฮอลันดา เพื่อศึกษาและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเนเธอร์แลนด์ พร้อมชมสถาปัตยกรรมอันงดงามที่บ่งบอกวิถีชีวิตของชาวดัตช์ในสมัยอยุธยาได้เป็นอย่างดี และมาปิดท้ายที่หมู่บ้านโปรตุเกส ชมร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของชาวโปรตุเกส ซึ่งเป็นชนชาติแรกในการติดต่อค้าขายกับอยุธยา และหลักฐานทางโบราณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยา ก่อนตะวันจะลับของฟ้า
เช้าวันต่อมา หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย ทั้งหมดก็ออกเดินทางเพื่อมุ่งหน้าไปยัง อ.บางบาล เพื่อเยี่ยมชมโฮมสเตย์ของกลุ่มโฮมสเตย์ไทรน้อยบางบาล โฮมสเตย์ที่ได้รับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยและได้รับรางวัลหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในชุมชนแห่งนี้นอกจากโฮมสเตย์แล้ว ยังมีของดีฝีมือชาวบ้านในการทำขนมไทยหลากหลายเมนู อาทิ จ่ามงกุฎ เสน่ห์จันทร์ ทองหยิบ ทองหยอด การแปรรูปปลาร้าสับ ปลาร้าหยอง หรือแม้กระทั่งการสานตะกร้าจากเชือกฟางมัด อันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ประยุกต์ดัดแปลงจากตะกร้ารูปแบบเดิมๆ สู่ตะกร้าที่มีความคงทน ทันสมัย และใช้งานได้หลากหลายวัตถุประสงค์
ธารทิพย์ มีลักษณะ ผอ.ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยากล่าวถึงโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงวิถีชีวิตชุมชนและสายน้ำว่าเป็นกิจกรรมประชาสัมพันธ์เปิดเส้นทางท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดเพื่อส่งเสริมการรับรู้ของนักท่องเที่ยวในเส้นทางต่างๆ อันประกอบด้วยท่องเที่ยวเชิงเกษตร ท่องเที่ยวทางน้ำ ท่องเที่ยววิถีชุมชนและท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
“เส้นทางแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทั้ง 4 เส้นทางนี้ ถือเป็นแม่เหล็กของจังหวัด ยังไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รับรู้ของนักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจมากนัก โครงการนี้น่าจะจุดประกายให้แหล่งท่องเที่ยวทั้ง 4 เส้นทางได้มีการรับรู้และเป็นที่รู้จักกว้างขวางยิ่งขึ้น” ผอ.ธารทิพย์กล่าว พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวและผู้สนใจมาสัมผัสถึงถิ่นเมืองกรุงเก่า
.....................................................



