
ถ้าไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬา
พันโชค ธัญญเจริญ [email protected]
“ยูเนสโก” องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กำหนดให้วันที่ 8 กันยายนของทุกปี เป็นวันการรู้หนังสือสากล โดยมีเป้าหมายเพื่อเน้นความสำคัญของการรู้หนังสือแก่ปัจเจกชน ชุมชนและสังคม ในวันการรู้หนังสือสากลทุกปี “ยูเนสโก” ย้ำเตือนประชาคมนานาชาติถึงสถานะการรู้หนังสือและการเรียนรู้ผู้ใหญ่ทั่วโลก
เนื่องจากผู้ใหญ่ราว 776 ล้านคนทั่วโลก ขาดทักษะการรู้หนังสือขั้นต่ำ และผู้ใหญ่ 1 ใน 5 ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และ 2 ใน 3 ในจำนวนนี้เป็นหญิงเด็ก 75 ล้านคนต้องออกจากโรงเรียนและอีกมากกว่านั้นเข้าร่วมการศึกษานอกระบบ หรือออกโรงเรียนก่อนวัย
ก่อนหน้านี้ในศตวรรษ 20 “กีฬา” มักเข้ามามีบทบาทต่อกลุ่มคนไม่รู้หนังสือ หรือขาดทักษะการรู้หนังสือขั้นต่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศทวีปแอฟริกา เนื่องจากการนำเด็กสมัครในโรงเรียนฟุตบอล หรือที่เรียกกันว่า “ฟุตบอล อคาเดมี” ด้วยหวังว่านอกจากทักษะและความสามารถของพวกเขาจะได้รับการขัดเกลา มันยังจะถูกค้นพบในเวลาต่อมา เพื่อว่าสักวันหนึ่งความสำเร็จ ชื่อเสียง และการยอมรับที่ใฝ่ฝันไว้จะกลายเป็นความจริง
คนหนุ่มที่พากันมาทดสอบความสามารถหลากหลายประเภท ทั้งในแง่เชื้อชาติ สีผิว ชนชั้น ภาษา คนที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ คนที่สรุปได้คำเดียวว่า “สิ้นหวัง” ตลอดจนคนที่ฉายแววว่า ถ้าหากได้รับการประคบประหงม พวกเขาอาจจะไปได้สวย
สถาบันฟุตบอลเยาวชนเหล่านี้อาจเป็นเรื่องธรรมดาในหลายประเทศ แต่ไม่ใช่กับในทวีปแอฟริกา เพราะวิถีชีวิต ครอบครัว ความเป็นอยู่ ฐานะทางสังคม การเงิน การไม่รู้หนังสือ ทุกสิ่งอย่างขึ้นอยู่กับฟุตบอลเพียงลูกเดียว เพราะฟุตบอลไม่ใช่หนทางที่ใครจะอาศัยเพื่อให้ตัวเองเรียนผ่านไปเท่านั้น แต่เป็นหนทางแห่งชีวิต
หลายคนอยู่คาบเกี่ยวระหว่างคำว่า “เป็นไปได้” และ “เป็นไปไม่ได้” สำหรับอาชีพนักฟุตบอลบางคนอาจจะตายไปโดยไม่มีใครเคยได้ยินชื่อของเขาในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ
เด็กหลายคนถูกทิ้งไว้อย่างค้างคา กระทั่งเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการสะสาง หรือคลี่คลาย ว่าสุดท้ายแล้วเด็กแต่ละคนได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพหรือไม่ และถ้าไม่ เขาไปทำอะไร
ดังนั้นการรู้หนังสือขั้นต่ำจึงควรอยู่ควบคู่ไปด้วยกับเด็กแต่ละคน “ยูเนสโก” จึงเลือกวันที่ 8 กันยายนของทุกปี ให้เป็น “วันการศึกษานอกโรงเรียน”
เพราะอย่างน้อยหากเด็กที่มีความทะเยอทะยานจัดจ้านรุ่นหนึ่ง ที่จบลงอย่างน่าเศร้า เพราะหลังจากกาลเวลาผ่านพ้นไปเนิ่นนาน อบอวลไปด้วยบรรยากาศที่ทั้งเศร้าสร้อย หม่นหมองและสะเทือนอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงคำว่าการดิ้นรนกระเสือกกระสนของเด็กหนุ่มที่มีความหวังและความฝันสิ้นสุดลงในลักษณะที่นอกจากจะไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ก้าวไปถึงเส้นชัย พวกเขาส่วนใหญ่หรือทั้งหมด ยังไม่ได้แม้แต่กำลังก้าวเดินอยู่บนเส้นทางของดวงดาว
“ฟุตบอล” อาจเป็นอาชีพทำเงินของครอบครัวในอนาคต แต่ถ้าไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็น สุดท้ายแล้วหากเด็กคนนั้นรู้การศึกษาขั้นต่ำ และได้รับการศึกษานอกโรงเรียน ก็ไม่ต้องดำเนินชีวิตที่เปลี่ยวเหงาเดียวดาย รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองเป็นส่วนเกินของสังคม
นักฟุตบอลหลายคนทั้งระดับดาวดวงเด่น หรือสามัญธรรมดา จึงมักเลือกทำงานการกุศล หรือบริจาคเงินให้ “การศึกษา” ไม่น้อยไปกว่าองค์กรที่สนับสนุนการกีฬา อาทิ เครก เบลลามี กองหน้าเวลส์ ที่เคยอยู่ในชุดแชมป์ลีกคัพ 2011-2012 กับ ลิเวอร์พูล ในสมัยที่ยังเป็นนักฟุตบอลอาชีพ บริจาคเงินกว่า 1 ล้านปอนด์ เพื่อช่วยเหลือมูลนิธิทางการศึกษาให้ประเทศ เซียร์ราลีโอน เมื่อเลิกเล่นฟุตบอลด้วยวัย 37 ปี ก็ทำงานการกุศลเกี่ยวกับเด็กให้หลายองค์กรการกุศล
เช่นเดียวกับ ดิดิเยร์ ดร็อกบา หนึ่งในตำนานของ เชลซี บริจาคเงินและทำกิจกรรมในประเทศ ไอวอรีโคสต์ บ้านเกิด เกี่ยวกับสาธารณูปโภคและการศึกษาของเด็กมาอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ และอีกหลายคนที่เป็นทูตให้ “ยูนิเซฟ” องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ โดยเน้นไปที่เงินช่วยเหลือการศึกษา อาทิ เดวิด เบ็คแฮม, ซีเนอดีน ซีดาน, ฟาบิโอ คันนาวาโร, โรนัลดินโญ, มิชาเอล บัลลัค, แลนดอน โดโนแวน ฯลฯ
พวกเราในสังคมจะไม่รู้สึกถึงคำว่า “มีตัวตน” เพราะเรา “ไม่เคยขาด” บางทีสิ่งที่อยู่กับเรามานาน ถ้าเราไม่เสียมันไป ก็คงไม่รู้ว่าสิ่งนั้นสำคัญแค่ไหน ยิ่งเป็นเหมือนอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายด้วยแล้ว คาถา เวทมนตร์ใดๆ ก็เสกไม่ได้ ชัยชนะของพวกเขาอาจไม่ใช่เงิน แต่พวกเขาต้องการ “การมีตัวตน” เท่าๆ กับเรา เพราะหากเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักฟุตบอล หรือนักกีฬา การรู้หนังสือและโอกาสทางการศึกษา...เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เขา “มีตัวตน”
------------------------
(ถ้าไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬา : โดย...พันโชค ธัญญเจริญ [email protected])



