
นำตัวผู้ต้องหาร่วมแถลงข่าว ละเมิดสิทธิ!!
รองปลัดยธ. โพสต์เฟสบุ๊ก สนองนโยบายนายกฯ ไม่นำตัวผู้ต้องหาร่วมแถลงข่าว เหตุละเมิดสิทธิมนุษยชน หวั่นสังคมจดจำ หลังพ้นโทษกลับเข้าสังคมลำบาก
3 ส.ค. 59 - นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีมีบัญชา ไม่ให้นำตัวผู้ต้องหาออกมาแถลงข่าวให้แถลงเฉพาะผลการดำเนินงานเท่านั้น ว่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากกระทรวงยุติธรรม ได้รายงานเกี่ยวกับข้อมูลการละเมิดสิทธมนุษยชน ให้นายกฯรับทราบเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยประเด็นที่ยังถูกท้วงติงคือการนำตัวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนจับกุมมาแถลงข่าว ซึ่งท้ายที่สุดหากผู้ต้องหาไม่ได้กระทำผิดจริง สามารถต่อสู้คดีจนพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ หรือหากเป็นรายที่กระทำความผิดแล้วพ้นโทษออกมาก็จะทำให้กลับเข้าสังคมได้ลำบาก เนื่องจากถูกจดจำได้จากการแถลงข่าว โดยประเด็นการนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์และพูดคุยกันมานานว่าเป็นการละเมิดสิทธิ ในส่วนของดีเอสไอซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงยุติธรรมจะหลีกเลี่ยงไม่นำตัวผู้ต้องหามาร่วมแถลงข่าว แต่ในกรณีการจับกุมของตำรวจยังปรากฏว่ามีการนำตัวผู้ต้องหามาร่วมแถลงข่าวอยู่หลายครั้ง ดังนั้นเมื่อกระทรวงยุติธรรมรายงานไปยังนายกฯ จึงมีข้อสั่งการไปยังรองนายกฯที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้ทำหนังสือแจ้งไปยังสถานีตำรวจทั่วประเทศให้ยึดถือปฏิบัติ โดยคำสั่งดังกล่าวจะมีผลว่าจะไม่มีการนำตัวผู้ต้องขังมาร่วมแถลงข่าวอีกต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ว่า นายกรัฐมนตรีมีบัญชา ไม่ให้นำตัวผู้ต้องหาออกมาแถลงข่าวให้แถลงเฉพาะผลการดำเนินงานเท่านั้น
สืบเนื่องจากกระทรวงยุติธรรมได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ยธ 0406/5845 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2559 รายงานสถานการณ์การละเมิดสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนในประเทศ ระหว่างวันที่ 23-29 กรกฎาคม 2559 ตามข้อสั่งการของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รายงานท่านนายกรัฐมนตรีทราบทุกสัปดาห์นั้น ซึ่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้นำกราบเรียนนายกฯทราบ และท่านนายกฯได้มีบัญชาเพิ่มเติมให้นำเรียนรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบ กรณีการนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวนั้น “น่าจะแถลงผลการดำเนินการเท่านั้น โดยไม่ต้องให้ผู้ต้องหามาออกแถลงข่าว” เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิมนุษชน อีกทั้งหากต่อไปหากผู้ต้องดังกล่าวนั้น มิได้เป็นผู้กระทำความผิด หรือกระทำความผิดจริง แต่เมื่อพ้นโทษตามคำพิพากษาแล้วจะทำให้เขาเหล่านั้น ไม่มีพื้นที่ยืนในสังคมและหวนกลับไปซ้ำรอยเดิมด้วยการกระทำความผิดซ้ำอีกได้.



