ข่าว

ส่งออกเข็นยากโลกเปลี่ยนต้องปรับตัว!!

ส่งออกเข็นยากโลกเปลี่ยนต้องปรับตัว!!

02 ก.ย. 2559

“สุวิทย์” มองกรอบส่งออกปีนี้น่าจะติดลบ 2% ถึงโต 2% ตามเอกชนมอง ชี้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับตัว มุ่งเพิ่มมูลค่าส่งออกบริการ และสนับสนุนเอกชนไทยลงทุนนอก


               นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงสถานการณ์การส่งออกของไทย ว่ายังมีความแข็งแกร่งด้วยส่วนแบ่งตลาดต่อมูลค่าการส่งออกของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 1.21 ในปี 2556 เป็นร้อยละ 1.29 ในปี 2558 ขณะที่ประเทศคู่แข่งหลายๆ ประเทศมาส่วนแบ่งตลาดลดลง เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม การส่งออกของไทยที่ชะลอตัวลงนั้น เกิดจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 30 ของการส่งออกไทย ปรับตัวลดลง

               ส่วนในปี 2559 จากที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายการเติบโตของการส่งออกไว้ที่ 5% นั้นถือเป็นเป้าหมายของการทำงาน ส่วนตัวเลขที่มีความเป็นไปได้ถือว่าใกล้เคียงกับภาคเอกชนที่คาดการณ์ไว้ว่าการส่งออกน่าจะขยายตัวได้ในกรอบติดลบร้อยละ 2 หรือคิดเป็นมูลค่า 210,064 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และบวก ร้อยละ 2 หรือมูลค่า 218,630 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจากปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจของหลายประเทศ ประกอบกับการส่งออกไม่ได้เป็นปัจจัยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเหมือนก่อน ทำให้ไทยเองจะต้องปรับตัว โดยมุ่งส่งสินค้าที่มีมูลค่ามากขึ้น

               อย่างไรก็ตาม การค้าสินค้าพบว่ามีแนวโน้มลดลง แต่การค้าบริการขยายตัวมากขึ้น โดยการค้าภาคบริการของไทยปัจจุบันคิดเป็น 25% ของการส่งออก ในจำนวนดังกล่าวส่วนใหญ่ยังเป็นการท่องเที่ยว ซึ่งยังสามารถเพิ่มมูลค่าได้อีกมาก แต่ไทยจะต้องมุ่งเน้นกระจายการค้าบริการด้านอื่นๆ ให้มากขึ้น เช่น บริการการแพทย์ และโลจิสติกส์ แต่ก็มีความเกี่ยวโยงกับหลายๆ หน่วยงานที่จะต้องทำงานร่วมกัน

               นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า ในการประชุมทูตพาณิชย์เดือนกันยายนนี้ นอกจากนโยบายการสร้างความสัมพันธ์รายประเทศ โดเฉพาะ CLMV และ กลุ่มผู้นำเศรษฐกิจเอเชีย คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ แล้ว นโยบายของรัฐบาลที่เน้นส่งออกภาคบริการ และการลงทุนในต่างประเทศให้มากขึ้นนั้น ทูตพาณิชย์เอง จะต้องปรับบทบาทในด้านนี้และเน้นหาพันธมิตร หรือจับคู่ธุรกิจให้กับผู้ประกอบการของไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศด้วย อีกทั้ง แนวทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์เอง ก็จะต้องเน้นสร้างศักยภาพของแบรนด์ไทย ให้เข้าสู่ตลาดโลกให้มากขึ้นด้วย

               “ขณะนี้ แบรนด์คาราบาวแดง มีศักยภาพและมีความต้องการที่จะเป็นแบรนด์ระดับโลก และผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพไปสู่ตลาดโลกได้ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ผ่านโครงการ Top Thai Brand ซึ่งน่าจะสามารถผลักดันไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ อีกทั้ง ทูตพาณิชย์เองจะต้องเน้นขายสินค้านวัตกรรมของไทยให้มากขึ้น เพราะถือเป็นสินค้าที่มีมูลค่า และถือเป็นอนาคตของไทย” นายสุวิทย์ กล่าว