
"บิ๊กตู่" ถกต้านทุจริต ให้อำนาจ“ศปท.” ประสานทุกกระทรวง
“บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊กถกต้านทุจริต ให้อำนาจ “ศปท.” ประสานแก้ทุจริตทุกกระทรวง ส่งเรื่องต้นสังกัดสอบภายใน 30 วัน เตรียมใช้ ม.44 อีกล็อต 20 ราย
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(คตช.)ครั้งที่ 4 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ปปท.) แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ศูนย์ปฎิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) มีอำนาจประสานงานแก้ไขปัญหาการทุจริตในกระทรวง ทำหน้าที่รับเรื่องดำเนินการ และให้มีหน้าที่ติดตามงานภายในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและองค์กรมหาชนภายในกระทรวงนั้นๆ ทั้งยังให้ทำหน้าที่เปรียบเทียบผลการดำเนินงานด้านวินัยหลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนว่าผลสอบที่หน่วยงานต้นสังกัดดำเนินงานนั้นออกมาตรงกับที่ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) สอบ คล้ายกับที่มีคำสั่งคสช.ที่ 47/2559 กรณีคดีนาตาลี เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้สอบและผู้ถูกสอบ หากพบว่าผลสอบออกมาไม่ตรงกันก็ต้องปรับแก้และผู้ที่หน่วยงานที่สอบไปก่อนหน้านั้นต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเป็นเพราะอะไร
เลขาฯ ปปท.กล่าวว่า การณ์การแก้ปัญหาการทุจริตในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่ากลไกภาครัฐทำงานเข้มแข็งขึ้น ทำให้สถานการณ์ทุจริตเบาบางเพราะมีการเสริมสร้างกลไกใหม่ให้หน่วยงานราชการได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบที่วางไว้ ทั้งมาตรการทางวินัย การปกครอง การจัดซื้อจัดจ้าง และยังได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งเอกชน ประชาชนสังคม ส่งผลให้สถานการณ์แก้ปัญหาประสบผลสำเร็จ จากนี้รัฐบาลจะขับเคลื่อนงาน 2 ลักษณะคือ 1.ขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในภาครัฐให้มากขึ้น โดยใช้หนังสือร้องเรียนจากประชาชน ข้อมูลจากสื่อ ที่มีการร้องเรียนมาที่ศอตช. จากนั้นจะส่งไปที่ศปท.ให้ส่งเรื่องไปที่ต้นสังกัด ซึ่งในหนังสือที่ส่งไปนั้นจะระบุขอให้มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนในกรณีที่ไม่โปร่งใส ให้ตรวจสอบภายใน 30 วัน หากพบความผิดปปท.จะดำเนินการทางอาญาต่อไป
“หากเป็นข้าราชการระดับสูงจะส่งเรื่องให้ป.ป.ช. และหากต้นสังกัดไม่ดำเนินการสอบภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับเรื่อง ปปท.จะเสนอเรื่องไปที่ครม.และป.ป.ช. พิจารณา 2.การขับเคลื่อนการปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ให้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เป้าหมายในการป้องกันการทุจริต คือคนโกงรายเก่าต้องหมดไป คนโกงรายใหม่ต้องไม่เกิด และไม่เปิดโอกาสให้โกงได้ง่าย โดยจะจับมือกับ 53 รัฐวิสาหกิจทั่วประเทศ และกทม. ในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลขับเคลื่อนการป้องกันทุจริตร่วมกัน” นายประยงค์ กล่าว
นายมานะ นิมิตมงคล เลขาธิการองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน กล่าวว่า สำหรับการจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2559 ในวันที่ 6 กันยา จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ และวันที่ 11 กันยายน พร้อมกันทั่วประเทศ ภายใต้หัวข้อกรรมสนองโกง ใครทำร้ายบ้านเมืองจะต้องได้รับการลงในวันนี้ไม่ใช่ชาติหน้า โดยพล.อ.ประยุทธ์ จะกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ มาตรการการจัดการปัญหาคอร์รัปชันอย่างเป็นธรรม พร้อมเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมกิจกรรมจุดไฟไล่โกง ให้ประชาชนได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ไม่ให้คนโกงมีพื้นที่ยืนทุจริตโกงบ้านเมืองได้อีกต่อไป
ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ารายชื่อข้าราชการทุจริตล็อต 7 ว่า ออกคำสั่งมาแล้ว 6 คำสั่ง คำสั่งสุดท้ายคือเรื่องม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่ากทม. และนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น 6 คำสั่งที่ออก มีทั้งหมด237 รายชื่อ โดย 62 คน ดำเนินคดีจบแล้ว ทั้งไล่ออก 8 คน พ้นจากตำแหน่ง 25 คน ตัดเงินเดือน 2 คน ภาคทัณฑ์ 2 คน ตักเตือน 1 คน ยุติเรื่อง 16 คน ส่งเรื่องให้ป.ป.ช. 8 คนซึ่งกรณีนี้ต้องสอบวินัยร้ายแรง อยู่ระหว่างดำเนินการ 105 คน อยู่ระหว่างการดำเนินการติดตาม 63 คน ซึ่งสองประเภทหลังยังไม่เริ่มสอบเพราะมีคดีอื่นซึ่งหนักกว่า โดยมาตรการทั้งหมดเป็นเรื่องวินัย พักงาน ไล่ออก ทั้งนี้คดีทุจริตบางอย่างรัฐสามารถเรียกเงินคืนได้ บางอย่างรัฐเรียกเงินคืนไม่ได้ สำหรับรายชื่อ 8 คนที่ถูกไล่ออกนั้นจะมีผลทันที ซึ่งมีข้าราชการระดับท้องถิ่น ผู้ว่าฯ อธิบดี โดยผู้เสียหายจะอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้ หากไม่ผิดก็เลิกคำสั่งและกลับทำงานปกติ
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ส่วนรายชื่อข้าราชการล็อต 7 ที่กำลังจะออกมานั้น มีจำนวน 20 กว่าคนแต่ไม่ได้เป็นระดับใหญ่เป็นเรื่องการดำเนินการทางวินัย ซึ่งผู้ที่มีรายชื่อรับทราบเรื่องทั้งหมดเพราะได้ส่งหนังสือไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีรายชื่อนอกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ด้วย โดยแต่ละกระทรวงจะเป็นผู้พิจารณา ส่วนมาตรการที่ภาครัฐใช้ดำเนินการต่อเรื่องทุจริตคือ 1.ใช้วิธีพักงานข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องสงสัย เพื่อดำเนินการตรวจสอบ หากไม่ผิดก็ทำงานตามเดิม หากผิดก็ตรวจสอบ หากไปถึงคดีอาญาก็ดำเนินคดีต่อ
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า 2.การตั้งศาลอาญาคดีทุจริตซึ่งเริ่ม 1 ต.ค.นี้ ใช้ระบบไต่สวน ทุกคดีที่เกี่ยวข้องจะมาที่ศาลนี้ งานจะไม่ล่าช้า โดยศาลนี้จะตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ 3.การสร้างมาตรการสอบต่อหากข้าราชการเกษียณอายุหรือลาออกโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันทั้ง 11 ประเภท ของข้าราชการ เพื่อดำเนินการสอบภายใน 1 ปีและให้เสร็จภายใน 3 ปี ทั้งนี้จะมีการเขียนกรอบกฎหมายหากผู้ถูกกล่าวหาจะคัดค้านกรรมการสอบต้องทำภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันการหัวหมอหรือยืดเวลา



