ข่าว

"บิ๊กตู่" ถกต้านทุจริต ให้อำนาจ“ศปท.” ประสานทุกกระทรวง

"บิ๊กตู่" ถกต้านทุจริต ให้อำนาจ“ศปท.” ประสานทุกกระทรวง

02 ก.ย. 2559

“บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊กถกต้านทุจริต ให้อำนาจ “ศปท.” ประสานแก้ทุจริตทุกกระทรวง ส่งเรื่องต้นสังกัดสอบภายใน 30 วัน เตรียมใช้ ม.44 อีกล็อต 20 ราย

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(คตช.)ครั้งที่ 4 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ปปท.) แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ศูนย์ปฎิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) มีอำนาจประสานงานแก้ไขปัญหาการทุจริตในกระทรวง ทำหน้าที่รับเรื่องดำเนินการ และให้มีหน้าที่ติดตามงานภายในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและองค์กรมหาชนภายในกระทรวงนั้นๆ ทั้งยังให้ทำหน้าที่เปรียบเทียบผลการดำเนินงานด้านวินัยหลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนว่าผลสอบที่หน่วยงานต้นสังกัดดำเนินงานนั้นออกมาตรงกับที่ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) สอบ คล้ายกับที่มีคำสั่งคสช.ที่ 47/2559 กรณีคดีนาตาลี เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้สอบและผู้ถูกสอบ หากพบว่าผลสอบออกมาไม่ตรงกันก็ต้องปรับแก้และผู้ที่หน่วยงานที่สอบไปก่อนหน้านั้นต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเป็นเพราะอะไร
 
    เลขาฯ ปปท.กล่าวว่า การณ์การแก้ปัญหาการทุจริตในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่ากลไกภาครัฐทำงานเข้มแข็งขึ้น ทำให้สถานการณ์ทุจริตเบาบางเพราะมีการเสริมสร้างกลไกใหม่ให้หน่วยงานราชการได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบที่วางไว้ ทั้งมาตรการทางวินัย การปกครอง การจัดซื้อจัดจ้าง และยังได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งเอกชน ประชาชนสังคม ส่งผลให้สถานการณ์แก้ปัญหาประสบผลสำเร็จ จากนี้รัฐบาลจะขับเคลื่อนงาน 2 ลักษณะคือ 1.ขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในภาครัฐให้มากขึ้น โดยใช้หนังสือร้องเรียนจากประชาชน ข้อมูลจากสื่อ ที่มีการร้องเรียนมาที่ศอตช. จากนั้นจะส่งไปที่ศปท.ให้ส่งเรื่องไปที่ต้นสังกัด ซึ่งในหนังสือที่ส่งไปนั้นจะระบุขอให้มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนในกรณีที่ไม่โปร่งใส ให้ตรวจสอบภายใน 30 วัน หากพบความผิดปปท.จะดำเนินการทางอาญาต่อไป
 
    “หากเป็นข้าราชการระดับสูงจะส่งเรื่องให้ป.ป.ช. และหากต้นสังกัดไม่ดำเนินการสอบภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับเรื่อง ปปท.จะเสนอเรื่องไปที่ครม.และป.ป.ช. พิจารณา 2.การขับเคลื่อนการปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ให้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เป้าหมายในการป้องกันการทุจริต คือคนโกงรายเก่าต้องหมดไป คนโกงรายใหม่ต้องไม่เกิด และไม่เปิดโอกาสให้โกงได้ง่าย โดยจะจับมือกับ 53 รัฐวิสาหกิจทั่วประเทศ และกทม. ในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลขับเคลื่อนการป้องกันทุจริตร่วมกัน” นายประยงค์ กล่าว 
 
    นายมานะ นิมิตมงคล เลขาธิการองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน กล่าวว่า สำหรับการจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2559 ในวันที่ 6 กันยา จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ และวันที่ 11 กันยายน พร้อมกันทั่วประเทศ ภายใต้หัวข้อกรรมสนองโกง ใครทำร้ายบ้านเมืองจะต้องได้รับการลงในวันนี้ไม่ใช่ชาติหน้า โดยพล.อ.ประยุทธ์ จะกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ มาตรการการจัดการปัญหาคอร์รัปชันอย่างเป็นธรรม พร้อมเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมกิจกรรมจุดไฟไล่โกง ให้ประชาชนได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ไม่ให้คนโกงมีพื้นที่ยืนทุจริตโกงบ้านเมืองได้อีกต่อไป

    ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ารายชื่อข้าราชการทุจริตล็อต 7 ว่า ออกคำสั่งมาแล้ว 6 คำสั่ง คำสั่งสุดท้ายคือเรื่องม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่ากทม. และนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น  6 คำสั่งที่ออก มีทั้งหมด237 รายชื่อ โดย 62 คน ดำเนินคดีจบแล้ว ทั้งไล่ออก 8 คน พ้นจากตำแหน่ง 25 คน ตัดเงินเดือน 2 คน ภาคทัณฑ์ 2 คน ตักเตือน 1 คน ยุติเรื่อง 16 คน ส่งเรื่องให้ป.ป.ช. 8 คนซึ่งกรณีนี้ต้องสอบวินัยร้ายแรง อยู่ระหว่างดำเนินการ 105 คน อยู่ระหว่างการดำเนินการติดตาม 63 คน ซึ่งสองประเภทหลังยังไม่เริ่มสอบเพราะมีคดีอื่นซึ่งหนักกว่า โดยมาตรการทั้งหมดเป็นเรื่องวินัย พักงาน ไล่ออก ทั้งนี้คดีทุจริตบางอย่างรัฐสามารถเรียกเงินคืนได้ บางอย่างรัฐเรียกเงินคืนไม่ได้ สำหรับรายชื่อ 8 คนที่ถูกไล่ออกนั้นจะมีผลทันที ซึ่งมีข้าราชการระดับท้องถิ่น ผู้ว่าฯ อธิบดี โดยผู้เสียหายจะอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้ หากไม่ผิดก็เลิกคำสั่งและกลับทำงานปกติ
 
    นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ส่วนรายชื่อข้าราชการล็อต 7 ที่กำลังจะออกมานั้น มีจำนวน 20 กว่าคนแต่ไม่ได้เป็นระดับใหญ่เป็นเรื่องการดำเนินการทางวินัย ซึ่งผู้ที่มีรายชื่อรับทราบเรื่องทั้งหมดเพราะได้ส่งหนังสือไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีรายชื่อนอกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ด้วย โดยแต่ละกระทรวงจะเป็นผู้พิจารณา ส่วนมาตรการที่ภาครัฐใช้ดำเนินการต่อเรื่องทุจริตคือ 1.ใช้วิธีพักงานข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องสงสัย เพื่อดำเนินการตรวจสอบ หากไม่ผิดก็ทำงานตามเดิม หากผิดก็ตรวจสอบ หากไปถึงคดีอาญาก็ดำเนินคดีต่อ 
 
    นายวิษณุ กล่าวต่อว่า 2.การตั้งศาลอาญาคดีทุจริตซึ่งเริ่ม 1 ต.ค.นี้ ใช้ระบบไต่สวน ทุกคดีที่เกี่ยวข้องจะมาที่ศาลนี้ งานจะไม่ล่าช้า โดยศาลนี้จะตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ 3.การสร้างมาตรการสอบต่อหากข้าราชการเกษียณอายุหรือลาออกโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันทั้ง 11 ประเภท ของข้าราชการ เพื่อดำเนินการสอบภายใน 1 ปีและให้เสร็จภายใน 3 ปี ทั้งนี้จะมีการเขียนกรอบกฎหมายหากผู้ถูกกล่าวหาจะคัดค้านกรรมการสอบต้องทำภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันการหัวหมอหรือยืดเวลา