ข่าว

เพราะกีฬาเป็นได้แค่นั้น

เพราะกีฬาเป็นได้แค่นั้น

28 ส.ค. 2559

โดย...พันโชค ธัญญเจริญ [email protected]


               หากเราจะนำภาพนิ่งภาพแรกของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มีขึ้นในสารบบราชการไทยครั้งแรกเมื่อปี 2545 และมีรัฐมนตรีเป็นเจ้ากระทรวงมาแล้ว 8 คน มาร้อยเรียงกันเป็นแผ่นฟิล์ม คำว่า “กีฬา” เหมือนกับเป็นได้แค่เพียงหายใจข้ามวัน หลับฝันข้ามคืนเท่านั้น

               เพราะ “กีฬา” ไม่ใช่แค่การออกไปซ้อมชกมวย หลังเห็นแดดอ่อนคลายตัวที่บานหน้าต่างบังกะโลภูชี้ฟ้ายามเช้า หรือออกไปเตะฟุตบอล เมื่อรู้สึกว่าอากาศข้างนอกเย็นนิ่ง เหมือนรูปในภาพถ่ายห้วยน้ำดัง แม้กระทั่งออกไปวิ่ง เมื่อมองพระอาทิตย์ทาบเส้นขอบฟ้าริมชายหาดบนเกาะหลีเป๊ะ ก่อนที่จะหลับตาไปชั่วนิรันดร์

               เพราะ “กีฬา” คือวัฒนธรรม ดังนั้นกีฬาจึงไม่ต้องอาศัยฉากภาพยนตร์แบบการบรรจบซึ่งกันและกันของ “แสงแดด” และ “ความมืดมิด” ของทั้งคู่ ที่จะทำให้เกิดช่วงเวลาแห่ง “แรกรัตติกาล” อันเป็นช่วงเวลาที่แสงดูสวยงามที่สุดเมื่อกระทบก้อนเมฆบนฟากฟ้า มาใช้ในการชิงชัย

               เด็กเมืองกรุงเล่นฟุตบอลใต้ทางด่วน ด้วยความรู้สึกแสนละเมียดไม่ต่างจากเล่นบนทุ่งหญ้าแห่งความฝัน เช่นเดียวกับเด็กบ้านนอก ชกมวยด้วยลีลาเปี่ยมล้นจริต ทั้งที่ซ่อนตัวในร่มเงาอย่างโดดเดี่ยว และไม่มีใครเห็น เพราะกีฬาคือการเติมเต็มความฝันของเด็กภูธร

               แต่ปัญหาคือ “กีฬา” ไม่ได้เป็นนิสัยของคนไทยโดยธรรมชาติ เราไม่มีวัฒนธรรมที่ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ละครอบครัวจะจูงมือกันเข้าสนามกีฬา แม้แต่ฟุตบอล กีฬายอดนิยมอันดับ 1 ทว่าเรากลับไม่มีความรู้สึกที่จะอยากไปชมฝีเท้าของนักฟุตบอลที่เราชอบเมื่อเขาลงสนามในทุกสัปดาห์

               นั่นคือปัญหาของ “กีฬา” ในประเทศไทย และไม่ใช่แก้ด้วยการจัดการชกมวยหรือฟุตบอลริมทะเล เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เพราะ “กีฬา” ไม่ใช่กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่เราต้องสร้างให้กีฬาเป็นนิสัยของเยาวชน และเป็นวัฒนธรรมแบบรุ่นต่อรุ่น

 

เพราะกีฬาเป็นได้แค่นั้น

 

               เหมือนกับเราต้องการนักมวยจริง ชกจริง เจ็บจริง ในค่ายมวย ไม่ใช่มวยโชว์ตามบาร์พัทยา สถานที่ท่องเที่ยว

               เราพยายามค้นหา “วีรบุรุษ-วีรสตรี” คอยแต่ว่าในโอลิมปิก เกมส์แต่ละครั้ง เราจะมีใครสักคนขึ้นแท่นคล้องเหรียญรางวัลกลับมา แล้วก็คอยดูว่า “ฮีโร่” ของเราคนนั้น จะเป็นคนจังหวัดใด ศึกษาอยู่ในสถาบันใด แล้ว “ฮีโร่” ของเราคนนั้น ก็จะกลายเป็นนายแบบหรือนางแบบโฆษณาสินค้าให้สถาบันการศึกษาของพวกเขาอย่างเต็มภาคภูมิ เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวของจังหวัดนั้นๆ โดยสมบูรณ์แบบ

               ทว่าผู้แพ้ในแต่ละครั้งที่กลับบ้าน กลับต้องคิดว่าแต่ละคนจะเอาอย่างไรกับชีวิต จะสู้ต่อหรือเลิกเล่น เพราะ “กีฬา” เป็นได้แค่การเติมเต็มความฝันของตัวเอง ไม่ใช่วัฒนธรรม ไม่ใช่อาชีพ และไม่ใช่ปัญหาของใครนอกจากพวกเขาเอง สุดท้ายนักกีฬาบางชนิดที่ไม่ใช่กีฬายอดนิยม เช่น ฟุตบอล หรือมวย ก็อาจได้เป็น “พรีเซ็นเตอร์” ให้แก่แต่ละจังหวัด หรือสถาบันการศึกษาของพวกเขา ซึ่งได้รับเป็นเจ้าภาพจัดการชิงชัยกีฬาใดๆ ขึ้นมาสักอย่าง

               เพื่อให้เข้ากับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพราะ “กีฬา” เป็นได้แค่นั้น

               และไม่ใช่แค่เราจะเห็นหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนมองกีฬาเพื่อนำการท่องเที่ยว หรือตามการท่องเที่ยวเท่านั้น แม้แต่นักคิดก็มักทำการรณรงค์โฆษณาเรื่องออกกำลังกายสำหรับผู้ใหญ่ หรือวัยรุ่นตอนปลาย ที่แม้ไม่จำเป็นต้องมีหนังโฆษณา “ฉลาด” เพียงอย่างเดียว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเห็นโฆษณาเรื่องการออกกำลังกายเป็นสิ่งสนุกได้ ด้วยการลดไอคิวในการชมให้เหลือเท่าเด็กเล็ก

               เพราะเท่าที่ผ่านมาดูเหมือนโฆษณารณรงค์การออกกำลังกายในบ้านเราเน้นแต่วัยเด็ก ทั้งที่วัยเด็กเป็นวัยที่จิตวิญญาณเสรี เต็มไปด้วยความสดใสและมีชีวิตชีวามากที่สุด แต่ในทางกลับกัน วัยผู้ใหญ่ หรือวัยรุ่นตอนปลาย เป็นวัยที่เริ่มมองชีวิตในแบบจริงจัง มีมุมระทมทุกข์มากกว่าวัยเด็ก และแน่นอนว่าพวกเขาคงไม่ได้แก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยการวิ่งกระโดดหนังยาง เตะฟุตบอลกลางสายฝน หรือกระโดดน้ำวันแดดเปรี้ยง

 

เพราะกีฬาเป็นได้แค่นั้น

 

               ทั้งที่การเรียกคนวัยผู้ใหญ่และวัยรุ่นตอนปลายให้หันมาออกกำลังกายโดยที่ไม่ต้องลดไอคิวคนทั้งสองกลุ่มให้เหลือเท่าเด็ก ทำให้เกิดความสนุกและท้าทายมากกว่าด้วยซ้ำ ทว่าการรณรงค์โฆษณาเรื่องดังกล่าวในบ้านเราส่วนใหญ่ เหมือนทำให้รู้ว่าสินค้าตัวนั้นๆ จิตใจดี อารมณ์แจ่มใสเท่านั้นพอ ผู้ชมจะอยากลุกไปออกกำลังกายตามหรือเปล่า หรือแค่มองเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวคั่นเวลา 40 วินาที เดี๋ยวก็ผ่านไป ไม่สน

               โฆษณารณรงค์การออกกำลังกายที่เห็นส่วนใหญ่จึงเป็นเหมือน “คำตอบ” ที่สวนทางในความเป็นจริง ไม่มีใครอยากลุกไปออกกำลังกายตามภาพยนตร์โฆษณา สำหรับคนสองกลุ่มดังกล่าว แต่เมื่อโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคภูมิแพ้ หอบหืด โรคซึมเศร้า โรคกระดูกพรุนกระดูกเสื่อม และโรคข้อต่างๆ เข้ามาหา คนทั้งสองกลุ่มดังกล่าวจึงจะเริ่มคิดถึงคำว่าออกกำลังกาย ทั้งที่หากยังจำได้พวกเขาดูภาพยนตร์โฆษณารณรงค์เรื่องออกกำลังกายมาเป็นล้านวินาที

               จึงเกิดคำถามว่า “ทำไม” ภาพยนตร์โฆษณารณรงค์การออกกำลังกายถึงไม่ได้ผล และออกมาเป็นลบด้วยซ้ำ แต่ขณะเดียวกันกับเจ้าของสินค้า ที่สั่งผลิตโฆษณาเหล่านั้นถึงมีรายได้พอกพูนจนน่าอิจฉา

               ข้อสรุปจึงมาตกที่ว่า ภาพยนตร์โฆษณารณรงค์การออกกำลังกายส่วนใหญ่ลดไอคิววัยรุ่นตอนปลายและผู้ใหญ่ให้เหลือเท่าเด็กเล็ก เพียงแค่เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนสถานที่เท่านั้น แต่ประเด็นหรือวิธีการนำเสนอก็ยังเหมือนเดิม ไม่ว่าผ่านไปกี่ปี เพียงแต่โฆษณาของใครจะเจืออารมณ์ขันได้ตลกกว่ากันเท่านั้น เพราะคนสองวัยนี้เป็นคนที่บริโภคสินค้าของพวกเขามากที่สุด

               อย่าว่าแต่เรียกให้ใครมาออกกำลังกาย แม้แต่คนทำยังไม่ออกกำลังสมอง ก็สิ้นหวังแล้ว...

 

-----------------------

(เพราะกีฬาเป็นได้แค่นั้น : โดย...พันโชค ธัญญเจริญ [email protected])