
ชาวบ้านเสลาบุรีรัมย์ไพใบหญ้าคาทำเงิน
ชาวบ้าน บ.เสลา อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เกือบทั้งหมู่บ้านกว่า 50 หลังคาเรือน ใช้เคียวเกี่ยวหญ้าคาสานหรือไพเป็นวัสดุมุงหลังคา ขายทั้งปลีกและส่งสร้างรายได้
(29 ส.ค.59) ชาวบ้านบ้านเสลา ม.7 ต.ชุมแสง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เกือบทั้งหมู่บ้านกว่า 50 หลังคาเรือน ได้สืบทอดภูมิปัญญาจากปู่ ย่า ตายาย โดยการใช้เคียวเกี่ยวข้าวออกหาเกี่ยวหญ้าคาตามป่า หัวไร่ ปลายนา ที่หลายคนมองว่าเป็นวัชพืชไร้ค่าและพยายามกำจัดทิ้ง มาสานหรือไพเป็นตับใช้สำหรับมุงหลังคาขายทั้งปลีกและส่ง เพื่อสร้างรายได้เสริมในช่วงว่างเว้นจากการทำนา วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้หลักๆ ก็คือหญ้าคา ซึ่งชาวบ้านก็จะใช้เคียวเกี่ยวข้าวไปเกี่ยวตามป่า หรือหัวไร่ปลายนา แต่จะไม่ใช้เครื่องตัดหญ้าในการตัดเพราะจะทำให้บริเวณโคนแตก จากนั้นนำหญ้าคามาตากแดดไว้ 3 – 4 แดดจนแห้งสนิท ก่อนจะนำไปสางให้ดอกหญ้าหรือเศษต่างๆที่ติดมากับหญ้าคา แล้วนำไปมัดเป็นกำเก็บไว้ หรับไม้ที่ใช้ในการสานหรือไพหญ้าคาให้เป็นตับ ก็ใช้เพียงเศษไม้ยูคาขนาดความยาว 150 เซนติเมตร ที่หาได้จากท้องถิ่น แล้วใช้เชือกฟางมัดหญ้าคาที่สานหรือไพให้แน่น แต่ละวันจะทำได้ 20 – 25 ตับ ขายปลีกราคาตับละ 15 บาท ขายส่งราคาตับละ 14 บาท ลูกค้าที่มาซื้อส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่นิยมนำไปมุงเป็นหลังคาหรือซุ้มร้านอาหาร
ทำโรงเรือนเพาะเห็ด บางช่วงมีออเดอร์สั่งถึง 1,500 ตับ ส่งผลให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมจากการไพหญ้าคาขายทั้งปลีกและส่ง ช่วงว่างเว้นจากการทำนา 3 – 4 เดือนเฉลี่ยครัวเรือนละ 2 – 3 หมื่นบาท จากที่ผ่านมาหลังฤดูเก็บเกี่ยวชาวบ้านพากันอพยพไปหาทำงานรับจ้างต่างจังหวัด แต่หลังจากหันมายึดการไพหญ้าคาเป็นอาชีพเสริม ก็ไม่ต้องอพยพไปขายแรงงานต่างถิ่นอีก นางสุทธี โกฏผักแว่น อายุ 52 ปี ชาวบ้านบ้านเสลา รายหนึ่ง บอกว่า ปกติครอบครัวมีอาชีพทำนาเป็นหลัก เดิมเสร็จจากทำนาก็จะว่างงาน จึงได้นำเอาภูมิปัญญาที่เคยเห็นปู่ย่า ตา ยายทำมาตั้งแต่เด็ก มาทำเป็นอาชีพเสริม โดยให้สามีนำเคียวที่ใช้เกี่ยวข้าวไปตระเวนหาเกี่ยวหญ้าคา ตามป่า หรือหัวไร่ปลายนา แล้วนำไปตากมัดเป็นกำๆ ไว้ ช่วงว่างก็จะนำมาสานหรือไพวางขายหน้าบ้าน ก็จะมีคนผ่านไปมาแวะซื้อบางช่วงก็มีออเดอร์สั่งทำตั้งแต่ครั้งละ 1,200 –1,500 ตับ ซึ่งวัสดุก็หาได้ง่ายจากท้องถิ่นที่หลายคนอาจจะมองว่าไร้ค่า แต่ปัจจุบันก็สามารถนำมาสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านได้ เช่นเดียวกับนางค่อม งอกระโทก ชาวบ้านเสลา บอกว่า เมื่อก่อนหลังสิ้นฤดูทำนาก็จะพากันไปทำงานรับจ้างยังต่างจังหวัด แต่หลังจากหันมาทำอาชีพไพหญ้าคาขาย ซึ่งเป็นภูมิปัญญามาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ก็ทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้โดยไม่ขัดสน ทั้งไม่ต้องอพยพไปขายแรงงานยังนอกพื้นที่เหมือนเมื่อก่อน ที่สำคัญวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาทำก็หาได้จากท้องถิ่นซึ่งมีต้นทุนต่ำ และก็จะยึดอาชีพนี้ต่อไป



