
ธ คือผู้สานเส้นทางสายไหม
"ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ" หรือ "ภาคอีสาน" ในอดีตเคยถูกภัยธรรมชาติคุกคามอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งหรือน้ำท่วม ส่งผลให้ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมประสบปัญหาเพาะปลูกไม่ได้ผลเท่าที่ควร ก่อให้เกิดปัญหาความยากจนตามมาอย่างหนัก ถึงกับพากันย้ายถิ่นฐานอ
ด้วยน้ำพระราชหฤทัยห่วงใยต่อพสกนิกรชาวไทย เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปยังพื้นที่บ้านน้ำพี้ เพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรผู้ยากไร้ ได้ทอดพระเนตรเห็นว่าประชาชนมีผ้าซิ่นไหมลวดลายสวยงามสวมใส่ จึงมีพระราชดำริให้เกษตรกรปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้าไหม เพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวต่อจากอาชีพทำนาอีกทาง ด้วยการพระราชทานเงินทุนพร้อมกับทรงรับเข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของโครงการส่งเสริมศิลปาชีพฯ จนกลายเป็นเส้นทางสายไหมบนแผ่นดินถิ่นอีสานมาถึงทุกวันนี้
ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ กองทัพบกได้จัดกิจกรรมตามรอยเส้นทางสายไหม...ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ "โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านกำพี้" อ.บรบือ จ.มหาสารคาม และ "ศูนย์ศิลปาชีพอำเภอนาโพธิ์" จ.บุรีรัมย์ เพื่อดูความเป็นไปและความก้าวหน้าของสมาชิกภายใต้พระบารมีของแม่แห่งแผ่นดิน
เริ่มที่บ้านกำพี้ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ซึ่งแต่เดิมนั้นก่อตั้งขึ้นเป็น "กลุ่มทอผ้าไหมบ้านกำพี้" ในปี พ.ศ. 2516 โดย ท่านผู้หญิง สุประภาดา เกษมสันต์ และได้รับเข้าเป็นสมาชิกทอผ้าไหมของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จนกระทั่งปีพ.ศ. 2543 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จฯ ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนราษฎร จึงได้เปลี่ยนเป็น "โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านกำพี้ฯ" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 449 คน แบ่งเป็นกลุ่มทอผ้าไหม กลุ่มจักสาน กลุ่มปักผ้า ฯลฯ
ซัน เทียนแสน ผู้เฒ่าหนึ่งในสมาชิกโครงการศิลปาชีพบ้านกำพี้ฯ ที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ เมื่อครั้งเสด็จฯ มาเยี่ยมเยียนราษฎร และยังเป็นสมาชิกรายแรกที่ได้รับทุนช่วยเหลือ ซึ่งแม้ว่าจะมีอายุถึง 89 ปีแล้วก็ตาม แต่ทุกวันนี้ก็ยังคงปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหมและทอผ้าไหมเอง ได้เล่าด้วยความปลาบปลื้มใจอย่างมิรู้ลืมว่า "พระองค์ทรงถามด้วยความเป็นห่วงว่าชีวิตเป็นอย่างไร เลี้ยงวัว เลี้ยงควายบ้างหรือไม่ พร้อมกับรับสั่งว่าให้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตั้งใจทอผ้าเยอะๆ จะได้ส่งไปขายได้เยอะๆ"
ขณะที่สมาชิก "กลุ่มปักผ้า" ภายในโครงการเดียวกัน ทองคูณ รัตนประหาด อายุ 33 ปี แม้จะมีร่างกายพิการแขนขาดตั้งแต่กำเนิด ก็ยังมีความมานะพยายามทั้งทำนาและรับตัดเย็บเสื้อผ้าทั่วไป ถึงกระนั้นรายได้ก็ยังไม่เพียงพอ จนเมื่อปีพ.ศ. 2550 หลังจากไปรอรับเสด็จพร้อมกับเพื่อนบ้านคนอื่นๆ แต่เพราะตัวเองอยู่ในกลุ่มยากจน จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกพร้อมกับเงินทุนจำนวน 1.4 หมื่นบาท สำหรับซื้ออุปกรณ์เย็บผ้า ทุกวันนี้ก็มีอาชีพเสริมขึ้นอีกทั้งเลี้ยงวัวจำนวน 13 ตัว และเข้ากลุ่มปักผ้าซึ่งมีรายได้ตกเดือนละ 4,000-5,000 บาท ส่งผลให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นตามลำดับ ไม่ต้องไปหางานทำที่อื่น ทำให้มีเวลาดูแลลูกๆ ที่บ้านอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันลูกๆ ก็มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม ทั้ง "ป๋อม" รัตนชัย พันมูล และน้องสาว ที่แม้ไม่ได้อยู่ในฐานะสมาชิกโครงการ แต่ก็ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นั่นเป็นเพราะฐานะยากจนบวกกับสถานะกำพร้าพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่ทั้งคู่ยังเป็นเด็กๆ โดยได้รับพระราชทานทุนการศึกษาสำหรับน้องสาว และพระราชทานวัว ควาย สำหรับทำฟาร์ม ซึ่งทั้งสองพี่น้องกล่าวเพียงสั้นๆ หากแต่สื่อได้ถึงความตั้งใจทำดีอย่างแน่วแน่ว่า "สัญญาว่าจะดำรงตนเป็นคนดีและตั้งใจเล่าเรียนหนังสือ ให้สมกับพระเมตตาที่ได้รับจากพระองค์ท่าน"
อีกกลุ่มตัวอย่างที่หลังจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก "แม่แห่งแผ่นดิน" โดยการรับเป็นสมาชิกจนสามารถพลิกฟื้นชีวิตจากที่อยู่ในสภาพ "ข้าวสารแทบไม่มีจะกรอกหม้อ" จนมีเงินมีทองขึ้นมาและสามารถส่งลูกหลานเรียนจบการศึกษาในระดับสูงได้ นั่นคือ "ศูนย์ศิลปาชีพอำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์" ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 250 ครอบครัว และเครือข่ายผลิตผ้าตุ้มทองจำนวน 900 คน
ประจวบ จันทร์นวล ในฐานะประธานศูนย์ ผู้ตั้งมั่นในการสืบทอดมรดกอันล้ำค่าการทอผ้าไหมจากรุ่นพ่อ เล่าว่า สมัยก่อนทำนาปลูกข้าวได้ผลผลิตไม่ดี บางครั้งแย่มากๆ ก็ไม่ได้เลย เพราะนาแล้งบ้างนาล่มบ้าง จึงใช้วิธีการทอผ้าแล้วนำไปแลกข้าวแลกเกลือกับหมู่บ้านในแถบอื่น จนเมื่อปี พ.ศ. 2516 ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ ไปทำบุญทอดกฐินได้เห็นชาวบ้านแต่งกายด้วยผ้าไหมสวยงาม จึงนำความไปกราบบังคมทูลต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งก็ทรงกำชับให้ท่านผู้หญิงพยายามติดต่อขอซื้อเอาไปจำหน่าย เพื่อนำรายได้กลับมาคืนให้แก่ชาวบ้าน โดยให้ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป แล้วนำไปจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่า นั่นเป็นเพราะต้องการช่วยราษฎรนั่นเอง
นอกจากการทอผ้าไหมแล้ว ประธานศูนย์ยังเล่าให้ฟังอีกว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกหม่อน เลี้ยงไหม เพื่ออนุรักษ์ความเป็นไทยเอาไว้ โดยจะพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับลวดลายต่างๆ ส่งผ่านทางเจ้าหน้าที่นำมาทางศูนย์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาฝีมือให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น จากพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อชาวบ้านนาโพธิ์ ส่งผลให้การทอผ้ากลายเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้อย่างงดงามไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทต่อเดือน ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่ผลิตจากศูนย์แห่งนี้ก็ได้รับรางวัลหลายครั้งด้วยกัน จนได้เป็นต้นตำรับตรา "นกยูงทอง" สร้างความภาคภูมิใจให้แก่สมาชิกอย่างยิ่ง
ข้างฝ่าย "ปุ๋ย" แสงเดือน จันทร์นวล ทายาทสาววัย 39 ปี เพียงหนึ่งเดียวจากบุตรจำนวน 4 คน ที่ตัดสินใจหันหลังให้แก่ชีวิตข้าราชการตามความฝันของพ่อแม่ หลังจากสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ด้านครุศาสตร์ ด้วยการเข้ามาช่วยงานที่ศูนย์แห่งนี้อย่างเต็มตัว จัดตั้งแบรนด์ "ตุ้มทอง" ผลิตผ้าไหมมัดหมี่ที่พัฒนาต่อยอดจากส่วนหนึ่งของโครงการศิลปาชีพสู่ตลาดโลก ด้วยการนำเอา "เปลือกไหม" หรือ "ลิ่น" ในภาษาท้องถิ่น ซึ่งเคยถูกทิ้งขว้างอย่างไร้ค่ากลับมาผลิตเป็น ผ้าคลุมไหล่ ของตกแต่งบ้าน เสื้อผ้า ฯลฯ นับว่าเป็นสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างงดงาม เนื่องจากซึมซับและคลุกคลีกับผ้าไหมซึ่งมีมารดาเป็นผู้นำมาตั้งแต่สมัยยังเด็ก
"ตั้งแต่จำความได้ตอนนั้นปุ๋ยอายุประมาณ 7 ขวบ เวลาแม่นำผ้าไหมไปส่งที่สวนจิตรลดา ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางไม่ต่ำกว่า 3 วันเป็นอย่างต่ำ ปุ๋ยก็มีหน้าที่หุงข้าวทำกับข้าวให้พ่อและพี่ๆ กินเพราะเป็นลูกผู้หญิงเพียงคนเดียว จนกระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมจึงแยกย้ายกันไปเรียนในที่ต่างๆ จนสำเร็จการศึกษา เรียกได้ว่า ทุกคนในครอบครัวของปุ๋ยและชาวบ้านนาโพธิ์มีชีวิตที่ดีอย่างทุกวันนี้ มีกลุ่มทอผ้าที่เข้มแข็งที่สุด นั่นเป็นเพราะได้รับชีวิตจากพระองค์ท่าน" แสงเดือนกล่าว
จากความผูกพัน ความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทายาทเจ้าของแบรนด์ ตุ้มทอง ยังได้เล่าต่ออีกว่า ได้เขียนจดหมายถึงพระองค์ เพราะต้องการจะบอกพระองค์ท่านว่า "ยังมีพสกนิกรอีกกลุ่มที่คิดถึงและห่วงใยพระองค์ท่านตลอดเวลา"
ด้วยวันที่ 12 สิงหาคม 2552 เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทีมข่าว คม ชัด ลึก ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก จงพร้อมกันอภิบาลรักษาใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทให้ทรงพระเกษมสุข ปราศจากมลทินทุกข์และพยาธิภัย ขอจงทรงพระเจริญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ



