
เปลี่ยนรัฐมนตรีก่อนดีไหม
ถึงแม้จะออกตัวแรง ว่าตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเพียงแค่ตำแหน่งชั่วคราว ที่เขามาทำงานขัดตาทัพเท่านั้น
แต่เมื่อเหตุการณ์มันพัฒนาตัวเองจนมาถึงวันนี้ กระแสเปลี่ยนตัว โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ "ปณิธาน วัฒนายากร" ทำหน้าที่อยู่ กลับทำท่าว่าจะพ่นพิษใส่นักวิชาการจากรั้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปเสียแล้ว
เมื่อแรกก็ส่งเทียบไปเชิญอย่างสมหน้าค่าตา แต่เมื่อคิดจะตีจากเรื่องราวความไม่พึงพอใจก็พร่างพรูออกมาให้เจ็บปวดหัวใจ
ชักช้า ไม่ทันกิน ติดภาพนักวิชาการ ไม่เข้าใจการเมือง-นักการเมือง ...
เกือบ 8 เดือนที่ผ่านมา "ฝ่ายการเมือง" มองว่าการทำหน้าที่ในฐานะเป็น "โฆษกรัฐบาล" ไม่ได้ช่วยประชาสัมพันธ์ผลงาน
ทั้งที่ความจริงแล้ว 3 เดือนแรกนั้นรัฐบาลมะรุมมะตุ้มกับปัญหาความแตกแยกทางการเมือง 3 เดือนถัดมา ทำท่าว่าจะเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในรัฐบาล เสียเป็นส่วนใหญ่
รัฐมนตรีหลายคนถูกระบุทางสื่อ และผลการสำรวจประชาชนว่า "ไร้ผลงาน" หรือไม่ก็ มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่ามุ่งแสวงหาผลประโยชน์
แต่ก็นั่นแหละ เรื่องราวที่ว่ามานั้น ในแง่ของรัฐบาลแล้ว การทำหน้าที่ของ ปณิธาน ดูจะหลีกเลี่ยงการตอบโต้ทางการเมือง จนหลายครั้ง ฝ่ายค้าน แทบจะต้อนรัฐบาลจนมุม
เรื่องนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าการยอมรับ แล้ว "ปณิธาน" ก็ออกปากอย่างนั้นจริงๆ
เพราะเขาเห็นว่าการตอบโต้ในประเด็นการเมือง คนที่เป็น ส.ส.น่าจะพูดได้ดีกว่า และการที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ทำให้ปฏิสัมพันธ์กับนักการเมืองมีข้อจำกัด
ที่สำคัญในส่วนของการเมืองจริงๆ ก็มีตำแหน่ง "โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์" ของ "เทพไท เสนพงศ์" ทำหน้าที่ตอบโต้ทุกเรื่องทุกประเด็นอยู่แล้ว
การคิดแบบนั้น ช่างเป็นการคิดที่แตกต่างจากฝ่ายการเมืองอย่างสิ้นเชิง
ขณะเดียวกัน ฝ่ายการเมืองก็เล็งเห็นว่า บทบาทตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นคือ "งานการเมือง" ที่สามารถ "ฉาย" ให้เห็นศักยภาพได้เป็นอย่างดี
พูดง่ายๆ การโฆษณาประชาสัมพันธ์กรอกหูชาวบ้านโดยเฉพาะการตอบโต้ทางการเมืองนั้น มีส่วนสำคัญมาก และอาจจะมากกว่าผลงานที่รัฐมนตรีแต่ละคนจะเร่งผลิตออกมาเสียด้วยซ้ำไป
แต่หากว่ารัฐบาลมุ่งที่จะเดินไปในแนวทางที่ว่า เพื่อไทย แถลงพาดพิงรัฐบาลตรงไหน อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทย คนไหน ลูกเล็กเด็กแดง ลูกหาบ เพิ่งจะก้าวเข้ามาเล่นการเมืองเมื่อวานซืน ก็ตอบโต้จนเปรอะไปหมด
ถามว่า ถ้าลุยดะชนิดเป็นมวยไม่สนพิกัด ลดชั้นไปชกกับเกรดต่ำ แล้วมันจะเหลือค่าอะไร
ยิ่งถ้าหากไปพูดจาเลอะเทอะ เอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาพูด หรือเอาเรื่องที่อยากพูดแบบส่วนตัวมาแถลงในนามรัฐบาล ไม่คิดกันหน่อยหรือว่า ชาวบ้านเขาจะได้อะไร
ก็ไหนตกผลึกกันแล้วว่า "ผลงาน" เท่านั้นที่จะเป็นเกราะเหล็กปกป้องรัฐบาล คุ้มครองรัฐมนตรี
แต่นี่กลับจะไปหาโฆษกปากดีๆ มาป้องรัฐบาล
แล้วคิดว่ามันจะพากันไปรอดหรือ ?
นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยบอกว่า ผลงานรัฐมนตรีจะถูกประเมินเมื่อครบ 6 เดือน
แต่นี่ล่วงเข้าสู่เดือนที่ 8 แล้ว รัฐมนตรีที่โลกลืม ก็ยังถูกลืมอยู่เหมือนเดิม
รัฐมนตรีที่ภาพลักษณ์อึมครึม น่าสงสัยว่าจะเดินตามรอยยุคคอรัปชั่นรุ่งเรือง พรรค 10% รัฐมนตรี 10% ก็ยังคงอยู่ดีมีสุข กินอิ่ม นอนอุ่น แถมมีคนระดับบิ๊กคอยปกป้องประคับประคองให้ด้วยอีกต่างหาก
แต่หวยดันมาออกที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องถูกลดบทบาทหน้าที่ให้เหลือเพียงรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพียงตำแหน่งเดียว
ความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร วันนี้ไม่ใช่เรื่องที่คนในรัฐบาลพูดคุยกันแล้วกระนั้นหรือ
ก่อนหน้านี้มีคนถามว่า "ทีมเศรษฐกิจ" เป็นอย่างไร ในวันนี้เชื่อว่ามีคนถามไถ่เรื่อง "ทีมสังคม" กันหนาหูมากขึ้น
ตรงนี้ต่างหากไม่ใช่หรือที่เป็นปัญหา ตรงที่ปล่อยให้การบริหารรัฐบาลที่ครอบคลุมถึงการทำงานของรัฐมนตรีขับเคลื่อนโดยการควบคุมของระบบประคับประคองเสถียรภาพรัฐบาล โดยผู้จัดการใหญ่
ต่อให้เปลี่ยนโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอีกสัก 100 คน ก็คงไม่ช่วยอะไรได้ ถ้าหากปล่อยให้ระบบที่ว่าขับเคลื่อนอยู่ต่อไป
คำพูดมันจะดีกว่าผลงานได้อย่างไร !
สมถวิล เทพสวัสดิ์ / ยศวดี หงษ์ทอง



