
ตลาดการค้าข้าวโลก กับการส่งออกของไทย (1)
โดย - สมพร อิศวิลานนท์
ถึงแม้โลกจะก้าวไปสู่การค้าเสรีตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก แต่ในอาเซียนและเอเชียแล้ว ประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะสินค้าข้าวยังคงจัดเป็นอาหารจานหลัก ทำให้นโยบายการเปิดเสรีสินค้าข้าวของประเทศในอาเซียนและในเอเชียยังคงเป็นสินค้าอ่อนไหว และหลายประเทศยังคงสงวนท่าทีในการเปิดเสรีตลาดสินค้าข้าว โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย และถ้าหากนับรวมอาเซียนบวกสามก็จะมี จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งหลายประเทศในอาเซียนและเอเชียยังให้การปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในประเทศของตนเองหรือพยายามใช้นโยบายพึ่งพิงตนเองก่อนจัดหาจากตลาด
ภูมิภาคเอเชียนั้นเป็นแหล่งที่สำคัญของโลกในการผลิตและการบริโภคข้าว ประมาณว่ากว่าสี่ในห้าส่วนของผลผลิตข้าวโลกจำนวน 478 ล้านตันข้าวสาร มีแหล่งผลิตและบริโภคในเอเชียเป็นส่วนใหญ่ แม้แต่ประเทศที่มีประชากรจำนวนมากอย่างเช่น จีน และอินเดีย ซึ่งผลิตข้าวได้เป็นอันดับหนึ่งและอันดับสองของโลก ตามลำดับก็ตาม แต่ประเทศเหล่านี้ต่างก็ใช้ผลผลิตส่วนใหญ่ของประเทศไปกับการบริโภคในประเทศเป็นสำคัญยกเว้นอินเดียที่มีผลผลิตเหลือจากบริโภคและเป็นผู้ส่งออกข้าวที่สำคัญในตลาดการค้าข้าวโลก
สินค้าข้าวที่มีการซื้อขายกันในตลาดการค้าข้าวโลกมีประมาณ 42-43 ล้านตันข้าวสาร หรือประมาณร้อยละ 8-9 เมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตและปริมาณการบริโภค ทำให้ตลาดข้าวโลกเป็นตลาดที่บาง ในสถานการณ์ปัจจุบันที่อุปสงค์รวมมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ตามการเพิ่มขึ้นของประชากร ส่วนในด้านอุปทานผลผลิตข้าวกลับมีการขยายตัวที่รวดเร็วกว่าอุปสงค์ เพราะมีผู้ผลิตข้าวส่วนเกินเพิ่มมากขึ้นในตลาด โดยเฉพาะพม่าและกัมพูชา เป็นต้น อีกทั้งการที่ประเทศผู้นำเข้าจำนวนมากใช้นโยบายของการพึ่งพาตนเอง ทำให้เกิดการชะลอตัวในด้านความต้องการนำเข้า และในขณะเดียวกันมีการแข่งขันในประเทศผู้ส่งออกมากขึ้น
ปัจจัยดังกล่าวเป็นแรงกดดันให้แนวโน้มราคาข้าวในตลาดการค้าข้าวโลกยังมีการแกว่งตัวในช่วงแคบๆ ไปในทิศทางขาลง ถึงแม้ว่าในรอบปี 2558 ที่ผ่านมา หลายประเทศในอาเซียนได้รับผลกระทบจากภัยแล้งจนทำให้มีผลผลิตข้าวลดลงก็ตาม แต่ปริมาณสต็อกข้าวของโลกที่ยังมีอยู่มากในปัจจุบันหรือประมาณ 114 ล้านตันข้าวสาร โดยเฉพาะสต็อกข้าวของไทยและของอินเดียที่มีอยู่จำนวนมาก
หากมองในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย บรูไน เวียดนาม พม่า เขมร และลาว ประเทศในกลุ่มอาเซียนดังกล่าวในปี 2558 มีผลผลิตข้าวรวมกันประมาณ 115 ล้านตันข้าวสาร ในขณะที่มีการบริโภคภายในอาเซียนเพียง 103.2 ล้านตันข้าวสาร ส่วนการค้าข้าวในอาเซียนมีประมาณ 5.6 ล้านตันข้าวสาร โดยมีประเทศผู้นำเข้า ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน ส่วนประเทศอาเซียนที่เป็นผู้ส่งออก ได้แก่ เวียดนาม ไทย เขมร ลาว และพม่า ซึ่งรวมแล้วมีอุปทานข้าวส่งออกถึง 19.3 ล้านตันข้าวสาร ทำให้อาเซียนต้องเป็นผู้ส่งออกสุทธิประมาณ 13.7 ล้านตัน ไปสู่ตลาดนอกอาเซียน
หากจะรวมตลาดข้าวของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เข้ามาด้วย รวมเป็นกลุ่มอาเซียนบวกสามจะทำให้ปริมาณผลผลิตข้าวในกลุ่มของอาเซียนบวกสามเพิ่มขึ้นมาเป็น 272 ล้านตันข้าวสาร และมีการบริโภค 260.5 ล้านข้าวสาร การรวมกันเป็นอาเซียนบวกสามจะทำให้มีขนาดของประชากรเพิ่มขึ้นจาก 600 ล้านคน มาเป็น 2,200 ล้านคน แต่กลับพบว่าตลาดการค้าข้าวในอาเซียนบวกสามไม่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากตามการเพิ่มของประชากร โดยมีปริมาณการค้าข้าวเพิ่มขึ้นจาก 5.6 ล้านตันข้าวสาร ขึ้นเป็น 11.5 ล้านตันข้าวสารเท่านั้น
ทั้งนี้ เพราะทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ต่างก็ใช้นโยบายการผลิตเพื่อพึ่งพาตนเอง และรวมถึงการให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารหลักประเทศนั่นเอง



