ข่าว

 แก้ยาเสพติดอย่าโยนภาระให้เมียนมา-ลาว

แก้ยาเสพติดอย่าโยนภาระให้เมียนมา-ลาว

24 ส.ค. 2559

บิ๊กต๊อก”เรียกร้องให้กลุ่มประเทศอาเซียนร่วมจัดการปัญหายาเสพติดในสามเหลี่ยมทองคำ อย่าโยนภาระให้”เมียนมา-ลาว” เสนอบรรจุแผนระยะยาว 10 ปี ปราบปรามในแหล่งผลิต

พล.อ.ไพบูลย์  คุ้มฉายา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านยาเสพติดครั้งที่ 7  โดยมีผู้แทนจากประเทศในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ และผู้แทนจากประเทศคู่เจรจา  พร้อมด้วย สำนักเลขาธิการอาเซียน  สำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หน่วยงานกลางด้านปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามผลการดำเนินการด้านยาเสพติดและพิจารณาและรับรองแผนปฏิบัติการอาเซียนฉบับใหม่ 2559-2568  ภายใต้เป้าหมายพัฒนาความร่วมมือแก้ปัญหายาเสพติดระหว่างประเทศกลุ่มอาเซียนและและประเทศกลุ่มอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา
 
                
    พล.อ.ไพบูลย์  กล่าวว่า  การประชุมดังกล่าวจะเป็นการหารือเพื่อนำไปสู่การรับรองแผนปฏิบัติการระยะ 10 ปี โดยจะมุ่งไปในทิศทางที่ไม่ใช่การทำให้ยาเสพติดหมดไป  แต่ต้องให้ทำให้ยาเสพติดไม่ใช่ปัญหาของประเทศ ซึ่งจะนำผลการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยพิเศษว่าด้วยปัญหายาเสพติดโลก(UNGASS) ที่สนับสนุนทิศทางเรื่องการดูแลสุขภาพ สาธารณสุข การดูแลอาชีพ และการแก้โทษ  การใช้กฎหมายให้เหมาะสม  ต่างชาติจะได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับมติที่เป็นสากล  แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ไทยยังไม่ยอมรับเช่น การยกเลิกโทษประหาร  การทำยาเสพติดให้เป็นสิ่งถูกต้อง  ไทยยังไม่สามารถทำได้ทันที แต่ทั้งหมดที่ดำเนินการอยู่ก็เป็นความพยายามทำให้สอดรับกับมติสหประชาชาติ

 แก้ยาเสพติดอย่าโยนภาระให้เมียนมา-ลาว
  
    พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นที่พยายามผลักดันให้มีการบรรจุในแผนปฏิบัติการ 10 ปี คือ การจัดการกับพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ที่ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของประเทศเมียนมา หรือลาวเท่านั้น ต้องถือเป็นปัญหาร่วมกัน ที่ต้องผลักดันให้เกิดความเข้มแข็งใน 2 ประเทศ  เพราะสามเหลี่ยมทองคำเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดมากถึง 1 ใน 3  โดย 90% เป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีน  นอกจากนี้ ยังต้องพยายามรณรงค์เรื่องสารตั้งต้นที่นำไปผลิตยาเสพติดที่สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเมทแอมเฟตามีน ไม่ได้สกัดมาจากพืชแต่เป็นผลผลิตสารเคมีที่มาจากประเทศร่ำรวย หรือประเทศอุตสาหกรรม ดังนั้น ต้องรณรงค์ทุกประเทศตระหนักถึงปัญหา ไม่ใช่เพียงการไล่จับยาเสพติดหลังการผลิต  สำหรับประเทศในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ โดยเฉพาะเมียนมา ต้องเข้าใจว่าปัญหาชนกลุ่มน้อยและการไม่มีเอกภาพยังเป็นจุดที่ทำให้การแก้ไขไม่สำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ก่อนหน้านี้มีความพยายามนำศาสตร์ของพระราชาไปช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม เรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศที่จะมีวิธีแก้ไขตามความพร้อมของตัวเอง 
 
              รมว.ยุติธรรม  กล่าวต่อว่า  ในส่วนของมาตรการด้านสาธารณสุขขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดการเต็มรูปแบบ โดยมีการประชุมร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข มีการตั้งกรรมการ เพื่อทำงานด้านการคัดแยกผู้เสพ ผู้ป่วย  ซึ่งมีโครงการให้สาธารณสุข  ตำรวจ  ศาลยุติธรรม และอัยการ ไปศึกษาดูงานในประเทศที่ทำสำเร็จแล้วกลับมาปรับปรุงระบบงานและเครื่องมือให้เหมาะสมกับลักษณะแผนงานในระยะยาว  ที่จะให้ความสำคัญกับการใช้ระบบสุขภาพเข้าแก้ยาเสพติดเหมือนที่หลายประเทศประสบความสำเร็จ ไปจนถึงขั้นให้หมอเป็นผู้จ่ายยาให้ผู้เสพที่คัดกรองแล้วว่าเป็นผู้ป่วย  แต่ก่อนจะถึงขั้นตอนดังกล่าวระบบสาธารณสุขต้องมีความพร้อม  ต้องควบคุม ต้องสามารถทำทะเบียนบุคคลได้  ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมเกิดความมั่นใจ  ซึ่งจะสอดรับกับนโยบายประชารัฐที่ทำการแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชนและหมู่บ้านกว่า 80,000 แห่ง ที่กระทรวงมหาดไทยรับเป็นเจ้าภาพในการให้ท้องถิ่นช่วยคัดแยกผู้เสพเพื่อลงทะเบียนและทำการควบคุมให้ได้ก่อน  ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมายังมีบุคคลที่ถูกปิดบัง  เมื่อทำการคัดแยกได้ชัดเจนแล้วสังคมก็ต้องให้โอกาสและเข้าใจ ซึ่งคงต้องใช้ระยะเวลา  แต่ยืนยันว่ากำลังเดินหน้าไปตามขั้นตอน
 
                   “เราต้องกล้าบอกประชาชนให้เข้าใจและ สร้างการรับรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง  เราจะไม่หยุดเพียงเพราะมีคนกระแอมกระไอ  เมื่อ  10 ปีที่ผ่านมา เรารู้แล้วว่าสิ่งที่ทำมาไม่เกิดผลสำเร็จ   ดังนั้นต้องลองเปลี่ยนไปในทิศทางใหม่” รมว.ยุติธรรม กล่าว