
ซี เชพเฟิร์ด ลั่นต้านล่าวาฬต่อแม้สาขาใหญ่สหรัฐต้องหยุด
ซี เชพเฟิร์ด ในสหรัฐ จำต้องยินยอมเลิกขัดขวางการล่าวาฬประจำปีของญี่ปุ่น เพื่อยุติคดีความยืดเยื้อในสหรัฐ แต่ไม่มีผลถึงสาขาอื่น รวมถึงในออสเตรเลีย
สถาบันวิจัยสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมในญี่ปุ่น (ไอซีซี ) และ เกียวโด เซนปาคุ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมล่าวาฬของญี่ปุ่น ระบุในแถลงการณ์เมื่อวานนี้ ( 23 ส.ค.)ว่า จากนี้ไป สมาคมอนุรักษ์ ซี เชพเฟิร์ด ในสหรัฐ จะยุติการบุกโจมตีเรือล่าวาฬของญี่ปุ่นอย่างถาวร รวมถึงให้ทุนสนับสนุนกิจกรรมลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้ กลุ่มต่อต้านการล่าวาฬชื่อดัง ยังถูกห้ามเดินเรือในลักษณะที่อาจเป็นอันตรายต่อพวกเขา
แถลงการณ์นี้เป็นบทสรุปของการทำความตกลงไกล่เกลี่ยคดีที่ไอซีซี ยื่นฟ้องซี เชพเฟิร์ด ตั้งแต่ปี 2554 เพื่อขอให้ศาลสหรัฐออกคำสั่งห้ามกลุ่มอนุรักษ์จอมบู๊ ขัดขวางโครงการล่าวาฬ โดยหลายครั้ง นักอนุรักษ์กลุ่มนี้ใช้วิธีการเสี่ยง เช่น ขับเรือพุ่งชน พยายามบุกขึ้นไปบนเรือ และปาขวดใส่ของเหลวส่งกลิ่นเหม็นหรือระเบิดสีขึ้นไปบนเรือ
อย่างไรก็ดี นายอเล็กซ์ คอร์เนลลิสเซน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซี เชพเฟิร์ด แถลงว่าคำสั่งศาลสหรัฐ จะมีผลเฉพาะกลุ่มในสหรัฐเท่านั้น ส่วน ซี เชพเฟิร์ด โกลบอล และในประเทศอื่นๆทั่วโลก จะยังสามารถต่อต้านการล่าวาฬอย่างผิดกฎหมายของญี่ปุ่นในแอนตาร์คติกต่อไป
เช่น ในมหาสมุทรใต้ ก็คาดว่าจะมีการเผชิญหน้ากันต่อไปเพราะภารกิจต้านล่าวาฬในน่านน้ำแถบนั้น เป็นการเคลื่อนไหวของ ซี เชพเฟิร์ด ออสเตรเลีย อีกทั้งศาลกลางออสเตรเลีย ก็เคยพิพากษาสั่งปรับ เกียวโด เซนปาคุ ไคชา บริษัทล่าวาฬญี่ปุ่น 1 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ฐานเข้าไปจับวาฬมิงค์ในเขตรักษาพันธุ์วาฬในแอนตาร์คติกของออสเตรเลีย
ญี่ปุ่นยืนยันว่าการล่าวาฬถูกกฎหมาย เพราะมีเป้าหมายวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่นักเคลื่อนไหวยืนยันว่า เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ไม่ยั่งยืนและอาศัยช่องโหว่กฎหมาย เพื่อทำการค้า
ทุกปี ซี เชพเฟิร์ดจะติดตามรังควานเรือล่าวาฬญี่ปุ่นเพื่อขัดขวางการล่าทุกวิถีทาง
ญี่ปุ่นจำต้องระงับการล่าวาฬหนึ่งฤดูกาล หลังศาลโลกมีคำตัดสินเมื่อปี 2557 ว่าการล่าประจำปีในแอนตาร์คติก เป็นการล่าเพื่อการค้าแต่ใช้วิทยาศาสตร์บังหน้า แต่ญี่ปุ่นก็ยื่นข้อเสนอและกำหนดโควตาใหม่ เพื่อกลับมาล่าวาฬอีกปลายปีที่แล้ว และเพิ่งกลับเข้าท่าเมื่อมีนาคม หลังจับวาฬมิงค์ 333 ตัว



