ข่าว

ม.6โดนฉุด โอละพ่อ ทะเลาะครูหนุ่มเรื่องไลน์

ม.6โดนฉุด โอละพ่อ ทะเลาะครูหนุ่มเรื่องไลน์

22 ส.ค. 2559

ตร.นำ ผอ.-ครูหนุ่มเจ้าของรถ แถลงอ้างรู้จัก นร.หญิง ม.6 รับไป ร.ร.นานกว่า 1 ปี ทะเลาะเรื่องเล่นไลน์ไม่พอใจขอลง ทำคดีโดนฉุด โอละพ่อ !

               22 ส.ค. 59  จากกรณีเมื่อเช้าวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา คนร้าย 3 คน ขับรถยนต์สีดำ จำทะเบียนไม่ได้จับตัวนักเรียนหญิงชั้น ม.6 โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ขณะออกจากบ้านเดินทางมา ร.ร. โดยเหตุเกิดบริเวณท่าน้ำนนท์ ใกล้ศาลากลางหลังเก่า นร.หญิงถูกบังคับจับตัวขึ้นรถวิ่งมาตามถนนพิบูลย์สงคราม ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวรถติดค่อนข้างมาก คนร้ายกลับรถบริเวณทางกลับใกล้คอนโดฯ ย้อนกลับไปทางสะพานพระราม 5 นร.หญิงพยายามร้องให้คนช่วย และต่อสู้ดิ้นรนจนสามารถเปิดประตูรถและใช้เท้าคาประตูรถไว้ ทำให้ประตูรถปิดไม่ได้และเนื่องจากรถติด คนร้ายเห็นท่าไม่ดีจึงถีบ นร.หญิงคนดังกล่าวตกลงจากรถแล้วขับรถหนีไป ซึ่ง นร.หญิงได้รับบาดเจ็บ ฟกช้ำ ทั้งนี้ ผู้ปกครองของ นร.ได้แจ้งความเรียบร้อยแล้ว

               กลายเป็นประเด็นร้อน เลขาธิการ กพฐ. สั่งทุกเขตพื้นที่ฯ กำชับ ร.ร.ในสังกัดร่วมกันดูแล (อ่านต่อ...) ชี้ เป็นเหตุการณ์อุกอาจ ขณะที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

               ทั้งนี้มีรายงานว่า เจ้าของรถคันดังกล่าวเป็นของครูที่มีความสนิทสนมกับ นร.หญิงคนนี้ มารับไป ร.ร.เป็นประจำ แต่วันเกิดเหตุมีปากเสียงกันก่อนที่ นร.หญิงจะให้ครูหนุ่มจอดรถข้างทางแล้วลงจากรถโทรแจ้งมารดา

               ต่อมา ช่วงเย็นวันเดียวกันนี้ พล.ต.ต.สุศักดิ์ ปรักกมะกุล ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุรพงษ์ ถนอมจิตร รองผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ ผกก.สภ.เมืองนนทบุรีเดินทางไปที่โรงเรียน เพื่อสอบสวนนายเอก (นามสมมุติ) อาจารย์สอนคอมพิวเตอร์ วัย 36 ปี ที่ถูกกล่าวถึง หลังจากตรวจสอบเอกสารการครอบครองรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นปาเจโร สีดำ ที่นักเรียนหญิงนั่งมาและปรากฏภาพในกล้องวงจรปิด พบว่าเป็นของอาจารย์คนเดียวกัน ซึ่งอาจารย์ก็ให้การยอมรับว่าเป็นคนขับรถมาส่งนักเรียนหญิงลงกลางทางเมื่อเช้าวันที่ 19 สิงหาคม โดยไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ตามมา

               นายเอก กล่าวว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม เป็นคนรับนักเรียนหญิงคนดังกล่าวขึ้นรถ เพื่อพาไปส่งโรงเรียนเหมือนที่เคยทำมาตลอดเกือบ 1 ปี เพราะสงสารครอบครัวของนักเรียนหญิงจนมีความสนิทกัน โดยทุกวันจะนัดเจอกันที่หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านถนนนนทบุรี 1 ต.สวนใหญ่ อ.เมืองนนทบุรี แต่วันเกิดเหตุเมื่อนักเรียนหญิงขึ้นรถมากลับเอาแต่นั่งเล่นโทรศัพท์มือถือตลอดทาง จึงได้พูดตำหนิไปว่าจะเล่นอะไรกันนักหนาจนทำให้นักเรียนหญิงไม่พอใจและเปิดประตูรถจะกระโดดลงไป ตนจึงคว้ามือเอาไว้ ก่อนจะเลี้ยวรถมาจอดส่งให้ลงจากรถและขับรถไปสอนหนังสือตามปกติ กระทั่งวันที่ 21 สิงหาคม จึงทราบว่านักเรียนหญิงพร้อมกับแม่ได้เข้ามาแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี ว่าถูกคนร้ายเป็นชาย 3 คนขับรถมาฉุดตัวขึ้นรถไป

               “ตอนแรกก็ตกใจ แต่ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง วันเกิดเหตุมีแต่ผมที่เป็นคนขับรถอยู่ในรถเพียงคนเดียวและไม่ได้ฉุดนักเรียนหญิงขึ้นรถ แต่นักเรียนหญิงเต็มใจขึ้นรถเอง ส่วนเรื่องที่แจ้งความกล่าวหาว่ามีชาย 3 คนอยู่บนรถนั้นน่าจะมาจากไม่พอใจที่ถูกตำหนิเรื่องเล่นโทรศัพท์มือถืออย่างแน่นอน ส่วนเรื่องที่มีคนคิดว่าผมต้องมีเรื่องชู้สาวกับนักเรียนหญิงจนต้องไปรับส่งนั้นก็ไม่เป็นความจริง ผมเพียงสนิทสนมกับนักเรียนในเรื่องการสอนคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเท่านั้น” นายเอกกล่าว

               ด้านอาจารย์ที่ปรึกษาของนักเรียนหญิง กล่าวว่า นักเรียนหญิงคนดังกล่าวเป็นเด็กค่อนข้างเรียบร้อย เรียนดี ไม่เคยทำผิดกฎระเบียบของโรงเรียน มีเพียงบางครั้งที่มาโรงเรียนสายบ้าง ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นได้สอบถามเด็กแล้วพบว่าเด็กมีความคิดสับสนในตอนแรก เมื่อสอบถามเด็กยังยืนยันว่าถูกทำร้ายจริง แต่เมื่อถามอย่างละเอียดเด็กกลับตอบว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นตนคิดไปเองและจะขอรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

               ขณะที่ ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า หลังจากทราบเรื่องแล้วได้สั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ส่วนอาจารย์ซึ่งสอนคอมพิวเตอร์นั้นได้มีคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 (สพม.เขต 3) ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม เป็นต้นไปจนกว่าการสอบสวนข้อเท็จจริงจะเสร็จสิ้น

               พล.ต.ต.สุศักดิ์ กล่าวว่า หลังได้รับรายงานว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตรวจสอบเพื่อหาพยานหลักฐาน จนทราบว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเหตุคนร้ายลักพาตัวนักเรียน แต่เป็นเรื่องของความสมัครใจของเด็กนักเรียนที่ขึ้นรถไปกับอาจารย์เอง ส่วนเรื่องที่แม่และเด็กเข้าแจ้งความน่าจะเป็นความคิดของเด็กเองซึ่งไม่มีวุฒิภาวะ หลังจากนี้จะรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำเพิ่มเติม หากพบว่าอาจารย์มีความผิดจริงก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการแจ้งความเท็จก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายกับเด็กเช่นกัน